
"นอนไม่หลับบ่อย" เสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
ปัจจุบันแนวโน้มปัญหานอนไม่หลับเพิ่มมากขี้นเรื่อยๆ ประมาณร้อยละ 30 ของประชากรทั่วไป เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ
และร้อยละ 6 ถึง 10 ของประชากร มีปัญหาการนอนไม่หลับรุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการรักษา
ปัญหาการนอนไม่หลับเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด การรบกวนจากอาการของโรคทางกายเช่น อาการปวด ปัสสาวะบ่อยกลางคืน และจากโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคแพนิค โรคอารมณ์ซึมเศร้า
อาการนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นช่วงของการนอนหลับจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ช่วงเวลาของการนอนหลับลึกจะน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในช่วงเด็ก หรือวัยรุ่น อีกทั้งผู้สูงอายุยังมีโอกาสเสี่ยงต่อปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบต่อการนอนหลับได้มากกว่า เช่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ภาวะทางจิตใจ ภาวะเครียด เป็นต้น
ในขณะที่รายงานการวิจัยพบว่าความต้องการในการนอนหลับของคนเราคงที่ตลอดช่วงชีวิต คือ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ว่าในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในช่วงวัยทองแล้วก็ตาม
จากรายงานการศึกษาในปี 2010 ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อ Sleep โดยทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งวิจัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนจำนวน 30,397 คน พบว่า จำนวนชั่วโมงการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะคนที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่นอน 7 ชั่วโมงเป็น 2 เท่า โดยความเสี่ยงจะสูงขึ้นในผู้หญิงและในคนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี จึงนับเป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับหรืออดนอน หรือจากรายงานการสำรวจประชากร 52,000 ราย ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันพบว่าผู้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเกือบทุกคืนจะเพิ่มโอกาสของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) สูงขึ้นเกือบ 50%
ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับจึงควรแก้ไขรักษาตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังและอาจช่วยไม่ให้มีปัญหาโรคแทรกซ้อนเกิดตามมา
ในปัจจุบันมีตัวยาหลายชนิดที่สามารถใช้รักษาหรือบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ แต่ยาเหล่านั้นก็ยังมีผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือ อาการเพลีย และอาจรู้สึกง่วงซึมได้ในวันถัดไป รวมทั้งปัญหาการดื้อยาทำให้ต้องรับประทานยาเพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อยๆ และอาจมีอาการนอนไม่หลับที่รุนแรงกว่าเดิมเกิดขึ้นหลังจากการหยุดยาอย่างกะทันหัน
การรักษาอาการนอนไม่หลับด้วยเมลาโทนิน (Melatonin) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากยานอนหลับ ทั่วไป เมลาโทนินเริ่มนำมาใช้ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศในการรักษาปัญหาการนอนไม่หลับในรูปแบบของอาหาร นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงคุณสมบัติอื่นๆ ของเมลาโทนินในการช่วยปรับเวลานอนหลับและหายจากการอ่อนเพลียในการเดินทางข้ามโซนเวลา (Jet lag), เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ต้านเนื้อร้ายของโรคมะเร็ง และการชะลอวัย
เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตได้เองจากต่อมไพเนียล (Pineal gland) ในสมอง ระดับของเมลาโทนินจะขึ้นลงในแต่ละวัน โดยแสงสว่างทำให้มีการผลิตเมลาโทนินน้อยในช่วงเวลากลางวัน และแสงสว่างที่ลดลงหรือความมืดทำให้มีการผลิตเมลาโทนินมากในช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้ ระดับของเมลาโทนินจะลดลงในผู้ที่อายุเกิน 55 ปีขึ้นไป
ระดับเมลาโทนินที่ขึ้นลงตามแสงสว่างและความมืดจะช่วยให้อวัยวะในร่างกายทำงานเป็นวงจร สัมพันธ์กับกลางวันและกลางคืนไปด้วย โดยเฉพาะศูนย์ควบคุมการนอนหลับในเวลากลางคืน เมื่อมีระดับเมลาโทนินขึ้นสูงทำให้การตื่นตัวลดลง อุณหภูมิร่างกายลดลง และเหนี่ยวนำให้ศูนย์นอนเริ่มทำงาน จึงทำให้เกิดการนอนหลับ และในตอนเช้าเมื่อเมลาโทนินลดระดับลงก็ทำให้ตื่นขึ้น
เมลาโทนินยังมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งคือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งถ้ามีอนุมูลอิสระมากจะทำอันตรายต่อเซลล์ ทำให้เกิดการชราภาพของเซลล์ โดยเมลาโทนินจะไปจับหรือกำจัดอนุมูลอิสระจึงเป็นเหมือนการปกป้องเซลล์ ทำให้เชื่อว่าเมลาโทนินมีคุณสมบัติชะลอความชราภาพโดยผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระนี้
ในปัจจุบันมีเมลาโทนินรูปแบบออกฤทธิ์นานที่ได้รับการศึกษายืนยันถึงประสิทธิภาพในการรักษาปัญหาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป และสามารถใช้ได้นานต่อเนื่อง 3 เดือน โดยไม่มีปัญหาของการดื้อยา และไม่มีอาการถอนยาถ้าหยุดยา
ผศ.นพ.สุรชัย เกื้อศิริกุล
ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์
ผู้อำนวยการคลินิกปัญหาการนอน โรงพยาบาลมนารมย์



