ไลฟ์สไตล์

'สธ.'แนะออกกำลังกายวันละ30นาที

'สธ.'แนะออกกำลังกายวันละ30นาที

09 ก.ย. 2556

'สธ.' แนะออกกำลังกายสะสมวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หวังปรับพฤติกรรมคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

 

                       9 ก.ย.56 นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวระหว่างร่วมรายการบ่ายนี้มีคำตอบว่า การที่ประชาชนไม่ออกกำลังกาย เป็นปัญหาระดับองค์การอนามัยโลก หรือฮู (WHO) จนต้องมีการทำการศึกษาวิจัยว่าสามารถออกกำลังกายสะสมใน 1 วันได้ โดยต้องมีการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน แต่ไม่จำเป็นต้องออกครั้งเดียว อาจจะเดินขึ้นบันได 1 ครั้ง 10 นาที แล้วทำกิจกรรมอื่นที่เป็นการออกกำลังกายได้อีกด้วย แต่เมื่อรวมเวลาแล้วควรให้ได้ตามที่กำหนด และต้องทำให้ได้อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หากออกกำลังกายสะสมได้เช่นนี้จะช่วยแก้ปัญหา ประชาชนขี้เกียจออกกำลังกาย เนื่องจากแต่ละครั้งต้องเปลี่ยนชุดและใช้เวลาติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง ยกตัวอย่าง คนญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นก้าว ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยของประชากรมากที่สุดในโลก

                       "การออกกำลังกายจะเป็นการออกกำลังหัวใจด้วย จะช่วยให้ร่างกายสุขภาพดี ลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ อย่างไรก็ตามต้องประกอบกับการรับประทานอาหารที่ถุกหลักโภชนาการด้วย คือ ใน 1 จาน แบ่งเป็น 4 ส่วน ต้องรับประทานผัก 2 ส่วนหรือครึ่งจาน แป้ง 1 ส่วน และโปรตีน 1 ส่วน เชื่อว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี จะสามารถทำให้คนไทยมีพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสุขภาพได้และทำให้มีสุขภาพดี" นพ.ประดิษฐ กล่าว

                       นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดสธ. กล่าวว่า เด็กไทย 30 % อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน จากอาหารที่รับประทานและไม่มีพฤติกรรมเคลื่อนไหว ทำให้เกิดโรคเบาหวาน และเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง นำไปสู่โรคไต หัวใจแะหลอดเลือดในอนาคต เพราะฉะนั้นต้องเริ่มต้นให้้เด็กไทยมีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพทันที โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เช่น กรณีที่ลูกไม่ยอมรับประทานผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาจะต้องใช้วิธีการจูงใจ อาทิ หากรับประทานอาหารนี้แล้วจะได้ทำโน่นนี่ตามที่ลูกต้องการ เป็นต้น แต่ไม่ควรใช้วิธีการบังคับเพราะจะเด็กจะเกิดการต่อต้าน นอกจากนี้ ต้องคิดถึงเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ควรให้วิ่งเล่นขึ้นลงบันได หรือวางแก้วน้ำไว้ในที่ที่เสี่ยงต่อการแตกแล้วเกิดอันตรายต่อร่างกาย

 

แพทย์เผยไทยเสี่ยง 'โรคเมลิออยด์' มากที่สุด

 

                      คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดลอ๊อกซ์ฟอร์ด และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการประชุมวิชาการนานาชาติ 'โรคเมลิออยด์' ครั้งที่ 7 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ก.ย.2556 ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชราตัน กรุงเทพฯ ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัย 22 ประเทศทั่วโลก ประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์การรักษาโรคเมลิออยด์

                      พญ.วิรงค์รอง เจียรกุล รองหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคเมลิออยด์ เป็นโรคติดเชื่อเขตร้อนที่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรียน Burkholderia pseudomallei ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของโรค คือ ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราผู้ป่วยมากที่สุดในโลก โดยเชื้อแบคทีเรียจะอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในน้ำและดิน สามารถแพร่กระจายเข้าสู่คนได้หลายช่องทาง ทั้งจากบาดแผล ผิวหนัง การหายใจ และการกิน

                      แม้โรคเมลิออยด์จะถูกพบมากว่า 100 ปี แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเมลิออยด์มักจะมีประวัติ สัมผัสกับดินในท้องนา ลงเล่นน้ำ หรือหาจับปลาในแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นวิธีชีวิตการทำมาหากินของชาวนา แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเอื้อต่อการเกิดโรค ดังนั้นชาวนาในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยเป็นโรคเมดิออยด์มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานด้วยว่าเชื้อแบคทีเรียนั้น สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ด้วยการหายใจ โดยการสูดเอาเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในปอด เช่น ผู้ป่วยที่จมน้ำหรือสำลักน้ำ

                      ทั้งนี้ ร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย มักจะมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคเมดิออยด์ สูงกว่าคนปกติ 5-6 เท่า ผู้ป่วยโรคธาลัสซิเมีย สูงกว่าคนปกติ 10-12 เท่า และผู้ป่วยโรคไต สูงกว่าคนปกติ 3 เท่า ซึ่งหากผู้ป่วยโรคเรือรังกลุ่มนี้เป็นโรคเมดิออยด์ ภูมิต้านทานของร่างกายจะยิ่งต่ำลง เพราะเชื้อเข้าไปทำลายการทำงานของเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีความสำคัญต่อการจำจัดเชื้อแบคทีเรีย โดยอาการของโรคมีได้หลากหลาย ตั้งแต่แสดงอาการออกเพียงเล็กน้อย เป็นเรื้อรัง จนกระทั้งเป็นรุงแรงและเสียชีวิตในที่สุด ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อแบคทีเรียที่ได้รับเข้าไป และภูมิต้านทานของผู้ป่วยเอง

                      พญ.วิรงค์รอง กล่าวต่อว่า สำหรับรายที่อาการไม่รุนแรงมากนัก อาจมีฝีหนองที่ผิวหนัง หรือเป็นแผลติดเชื้อเรื้อรัง ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน แต่หากว่ามีอาการรุนแรงมาก เชื้อจะพบอยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ทำให้ปอดอักเสบ มีอาการไอเป็นเลือด และอาจมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ บางรายก็เป็นฝีในตับและม้ามซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อย นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีการติดเชื้อในไตร่วมด้วย ซึ่งจะมีอาการแสดงออกทางปัสสวะ เช่น ปวดหลังบริเวณเอว ปัสสวะขุ่น ปัสสวะอักเสบ และถ้าติดเชื้อที่ข้อก็จะปวดบวมแดงที่ข้อ รุนแรงมากสุดอาจพบเชื้อไปที่ระบบประสาททำให้เนื้อเยื้อสมองอักเสบ จนถึงขั้นเป็นฝีหนองในสมอง หรือติอเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง

                      "โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง โดยอัตราการเสียชีวิตทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 35-50 ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต มักจะติดเชื้อในกระแสเลือดและมีภาวะเลือดเป็นพิษ โดยผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ ร้อยละ 90 จะเสียชีวิตในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการ เนื่องจากการวินิฉัยโรคค่อนข้างซับซ้อนกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่เสียชีวิต ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าสาเหตุเกิดจากโรคเมดิออยด์"

                      ด้าน รองศาสตราจารย์ พญ.เยาวลักษณ์ สุขธนะ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับการประชุมวิชาการนานาชาติ 'โรคเมลิออยด์' ครั้งที่ 7 ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ซึ่งนอกจากจะช่วยขับเคลื่อนข้อมูลเชิงวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับโรคเมลิออยด์ ก่อนวันจัดประชุม ในวันที่ 16-17 ก.ย. นี้ ทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี จัดเวิร์คช็อปการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ ของหน่วยวินิจฉัยโรคเขตร้อนมหิดลอ๊อกฟอร์ด ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ เดินทางมารักษากว่า 500 ราย

                      นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียนสาเหตุของโรคเมดิออยด์เป็นพบอยู่ตามสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะตามท้องนาและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งคล้ายกับสาเหตุการเกิดโรคฉี่หนู แต่อย่างไรก็ตามต้องขอเรียนว่าโรคเมดิออยด์นั้น รุนแรงและสร้างความสูญเสียกว่ามาก โดยอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยโรคฉีหนูถึง 10 เท่า จุดสำคัญของโรคเมดิออยด์คือหลักจากได้รับเชื้อจนถึงการแสดงอาการนั้นนานมาก ระยะฟักตัวประมาณ 3-30 ปี ดังนั้นหลังจากได้รับเชื้อผู้ป่วยอาจจะยังไม่แสดงอาการทันที ขณะที่การรักษานอกจากจะตรวจวินิจฉัยยากแล้ว การรักษาก็ต้องใช้ระยะเวลานาน ผู้ป่วยต้องนอนให้น้ำเกลือ ที่โรงพยาบาลนานถึง 2 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการฉีดยา เฉลี่ยเข็มละ 2,000 บาท เฉพาะวันแรก 8 เข็ม และหลักจากออกโรงพยาบาล จะต้องกินยาติดต่อไปอีก 6 เดือน ค่ารักษาจึงสูงมาก อีกทั้งผู้ป่วยยังสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก

                      นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคเมดิออยด์ในประดทศไทยนั้น มีแนวโน้นเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดย ปี2551 มีผู้ป่วย 1,098 ราย ปี2552 มีผู้ป่วย 1,350 ราย ปี2553 มีผู้ป่วย 2,902 ราย ปี2554 มีผู้ป่วย 3,920 ราย ปี2555 มีผู้ป่วย3,711 ราย และปี2556 ถึงเดือน ส.ค.มีผู้ป่วย กว่า 1,900 ราย จึงคาดว่าปีนี้ผู้ป่วยรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 ราย โดยร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั่วประเทศ อายุระหว่าง 45-65 ปี สำหรับฤดูที่พบการระบาดมากที่สุดคือช่วงฤดูฝน เดือน ส.ค. ถึง ต.ค. โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 เป็นเกษตรกร และร้อยละ 10 เป็นแรงงาน แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ประชาชนกลุ่มอาชีพอื่นจะไปป่วยเป็นโรคเมลิออยด์

                      "แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปขึ้นมาก และอัตราการตายละลงจากเดิมปีละกว่า ร้อยละ 80-90 ปัจจุบันเหลือเพียง ร้อยละ 30 แต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดในเรื่องของข้อมูลทางวิชาการ มาช่วยสนับสนุนให้การวินิจฉัยรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันในเรื่องของการป้องกันเราก็ต้องพัฒนาคงบคู่กันไปด้วย ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนทำได้ก็คือเมื่อทราบถึงสาเหตุการเกิดโรค ก็ให้ป้องกันตนเอง"

                      สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย ในน้ำบาดาลนั้น ถือเป็นประเด็นใหม่ที่ทางกรมควบคุมโรคเพิ่งรับทราบ ซึ่งเป็นผลการศึกษามาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นหลังจากนี้ตนนำเรื่องไปดำเนินการแก้ไขป้องกันต่อไป ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการดูแลความสะอาดของน้ำบาลดาลอาจไม่ทั่วถึง เพราะส่วนใหญ่เป็นความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งบางครั้งเจ้าหน้าที่อาจลืมเติทคลอรีน หรือไม่ได้ดูแลระบบกรองน้ำ ประกอบกับเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ โอกาสปนเปื้อนจึงเป็นไปได้สูง