ไลฟ์สไตล์

ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน

ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน

08 ก.ย. 2556

หนังสือที่เธอถือมา : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

 

                          เพราะต่อเติมบ้าน รื้อตู้และจัดระเบียบชั้นหนังสือใหม่  หนังสือเล่มหนึ่งจึงปรากฏต่อหน้า

                          ‘ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน’ หรือ ‘The Alchemist’ ของ เปาโล โคเอโย แปลโดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์  พิมพ์ครั้งที่ ๓  โดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟ เมื่อปี ๒๕๔๓

                          จำได้ว่าซื้อไว้นานแล้ว พลิกดูหน้าแรก พบลายมือตัวเอง  "ร้านนายอินทร์ ปากเกร็ด ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๔ วันดูหนัง HANNIBAL"

                          นับเวลาได้ ๑๒ ปี ที่ซื้อไว้โดยไม่ได้อ่าน ทั้งที่ตอนซื้อ ซื้อเพราะอยากอ่าน ลองรื้นค้นความจำดู ช่วงนั้นผมอาศัยคอนโดมิเนียมชานกรุง ชอบไปดูหนังและซื้อหนังสือที่ห้างแห่งหนึ่งแถวปากเกร็ด แต่ที่หนังสือเล่มนี้เข้ามาอยู่ในความสนใจ น่าจะเพราะเพื่อนผู้ล่วงลับที่ชื่อ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

                          ช่วงเขาดำรงชีวิตอยู่ที่หุบเขาฝนโปรยไพร นครศรีธรรมราช เราแวะเวียนไปถ่ายเทพลังใจกันบ่อยๆ หรือไม่ว่าเจอกัน ณ ที่ไหนก็ตาม เพื่อนผู้นี้ก็จะแนะนำหนังสือดีๆ ที่เขาได้อ่าน รวมทั้งเล่มนี้  "ผมอ่านแล้วชอบ คิดว่าคุณต้องชอบ" เขาบอก

                          หนังสือใหม่ๆ เข้ามาในห้องทุกวัน กองสุมไว้อย่างไร้ระเบียบ  หนังสือเล่มดังกล่าวก็จมหายไปกับปวงหนังสือ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายในชีวิตประจำวันของผู้ที่ซื้อหนังสือเล่มนั้น

                          ต่อมา  เจ้าของหนังสือได้ย้ายออกจากเมืองหลวงไปอยู่ต่างจังหวัด  ปวงหนังสือก็ถูกขนย้ายไปด้วยแบบตามมีเกิด  คืออาจเรี่ยหกตกหาย  หรือมีผู้หยิบไปอ่านตามอัธยาศัยบ้าง  คือความรู้สึกหวงแหนเสียดายหนังสือได้ลดน้อยลงจากเดิมมากจนถึงระดับแบบปลงๆ เช่นเดียวกับอารมณ์ฮึกเหิมในการอ่าน  ที่แต่ก่อนนั้น เลือกหยิบหนังสือเล่มไหนขึ้นมาอ่าน จะอ่านอย่างกระหาย จะอ่านอย่างบังคับตัวเองให้จบ ไม่ว่าพบหนังสือเล่มที่หยิบมาอ่านนั้น ดี-ไม่ดี หรือชอบ-ไม่ชอบอย่างไร 

                          การปล่อยๆ ปลงๆ กับหนังสือที่อยากจะอ่าน ทำให้การอ่านนั้นเป็นไปแบบครึ่งๆ กลางๆ ค้างๆ คาๆ  บางเล่มอ่านแค่คำนำ บางเล่มอ่านได้หน้าเดียว บางเล่มอ่านได้บทสองบท บางเล่มอ่านได้ครึ่งเล่ม  บางเล่มแค่พลิกๆ ลูบๆ คลำๆ ดูโดยรวม  มีหนังสือจำนวนไม่น้อยที่มีโอกาสวาสนาอันกระท่อนกระแท่นเช่นนั้น  รวมทั้งเป็นโอกาสวาสนาอันกระท่อนกระแท่นของผู้มีหนังสือไว้ในครอบครองด้วยปีสองปีมานี้  มีโอกาสได้ไปพบ ว.วชิรเมธี ณ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ หรือ ไร่เชิญตะวัน ที่เชียงรายครั้งสองครั้ง ได้สนทนากับพระภิกษุหนุ่มผู้เป็นนักเขียนนักอ่าน ท่านบอกเสมอว่า หนังสือเปลี่ยนแปลงโลก และหนังสือ ๗ เล่มที่ท่านแนะนำว่าควรต้องอ่าน ก็คือ ๑. หลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท โดย พุทธทาสภิกขุ ๒.พุทธธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ๓.แฮร์รี่ พอตเตอร์ โดย เจ.เค. โรลลิ่ง ๔.ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน โดย เปาโล โคเอโย ๕.สตีฟ จ็อบส์ โดย วอลเตอร์ ไอแซคสัน  ๖.ศิลปะแห่งอำนาจ โดย ติช นัท ฮันห์  ๗.ข้าพเจ้าทดลองความจริง โดย มหาตมะ คานธี

                          หนึ่งในนั้น  มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อทิ้งไว้ข้ามทศวรรษ และเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างรบเร้าให้กระหายอ่านหนังสือเล่มนี้เสมอๆ  กระทั่งเมื่อได้ต่อเติมบ้าน  รื้อตู้และจัดระเบียบชั้นหนังสือใหม่  ด้วยความรู้สึกลึกๆ ว่าอยากเจอ  อยากอ่าน  อยากค้นหา  และแล้วหนังสือปกสีเหลืองขลิบสีทองภาพทะเลทรายและสายทาง ภาพชายชาวอาหรับ ภาพพระจันทร์เสี้ยวสีเหลืองโอบใบหน้าคน  และภาพดวงตะวันสีแดงฉายฉาน  ก็ปรากฏต่อหน้าของผู้ที่ใช้เพียงความรู้สึกตามหามัน  ด้วยในความจำทางสมองได้ลืมเลือนไปเสียแล้วว่ามันอยู่ที่ไหน?  และมันยังอยู่หรือไม่?

                          โอ-ตั้ง ๑๒ ปีทีเดียวเชียว ที่เรายังอยู่ด้วยกัน  โดยไม่ได้อ่านซึ่งกันและกัน แต่คราวนี้ที่สำคัญ เมื่อพบแล้ว  ท่ามกลางภารกิจอื่นที่ต้องทำมากมาย  กลับไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเริ่มต้นอ่าน...และอ่านจนจบ

                          เรื่องราวฝันๆ ของเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะ  ผู้ตามหาชะตากรรมของตน  ผ่านสัญญาณและลาง...

                          "ในโลกนี้มีสัจจะที่ยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร...และเมื่อเจ้าปรารถนาสิ่งใด จักรวาลทั้งมวลจะร่วมกันช่วยให้เจ้าบรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนา"

 

 

-------------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)