
'แคเรียร์ อคาเดมี' 'สามัญคู่อาชีวะ'เปิด3ทางเลือก
แ: โดย...ทีมข่าวการศึกษา
การศึกษาของประเทศไทย ยุค "จาตุรนต์ ฉายแสง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำลังพยายามปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจากเดิม 8 กลุ่มสาระ เป็น 6 กลุ่มความรู้ที่เน้นทักษะอาชีพ เพื่อหวังให้เด็กไทยนอกจากมีความรู้แล้ว ยังมีทักษะในด้านต่างๆ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วย โดยหลายคนสรุปว่าเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมในศตวรรษที่ 21 “Career Academies ระบบเตรียมความพร้อมด้านอาชีพในระบบโรงเรียนสายสามัญ กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกา” คือหัวข้อในการเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษา ครั้งที่ 4 ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
ประเดิมด้วย "ทอม คอร์คอแรน" ผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการศึกษา ทีชเชอร์ส คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งตรงประเด็นและเหมาะสมกับประเทศไทยในขณะนี้ ว่า การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหาคล้ายกับไทย คือ เด็กออกกลางคัน สูงถึงร้อยละ 25 ร้อยละ 32 ดังนั้น จึงได้จัดการศึกษาทางเลือก หรือแคเรียร์ อคาเดมี เป็นการจัดการศึกษาที่ผนวกด้านอาชีพไว้ในมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียน แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน
"ดำเนินงานมากว่า 30 ปี ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 8,000 แห่ง หลักสูตรแคเรียร์ อคาเดมี เข้าสู่อาชีพได้มากถึง 79 อาชีพ ต่างจากหลักสูตรของอาชีวะที่เน้นเทคนิคเฉพาะทาง จัดการศึกษา 3 รูปแบบ คือ 1.การศึกษาทางเลือกในโรงเรียน ระดับ ม.3-6, ม.4-6 หรือ ม.5-6 รูปแบบที่ 2.หลักสูตรเตรียมอาชีพเพื่อเข้าสู่วิทยาลัยชุมชน/มหาวิทยาลัย บูรณาการวิชาชีพกับวิชาสามัญในระดับ ม.ปลาย เน้นสอนลักษณะโครงงาน ให้ทั้งทักษะความรู้วิชาการและอาชีพ เชื่อมโยงหลักสูตรระดับอุดมศึกษา นักเรียนสะสมรายวิชาพื้นฐาน เพื่อเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ และ 3.สอนแบบทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชน ชุมชนและมหาวิทยาลัย โดยให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน" ทอม กล่าว
นายทอม กล่าวต่อว่า เมื่อจบหลักสูตรมีทางเลือกได้ 3 ทาง คือ 1.เรียนต่อมหาวิทยาลัย 2.เรียนต่อสายเทคนิค และอาชีวศึกษา หรือ 3.เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีพื้นฐานการทำงานเพียงพอ โดยจะได้รับใบประกอบวิชาชีพ (Career Certificate) ด้วย ซึ่งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือทัศนคติของผู้ปกครองต้องการให้ลูกเรียนสูงๆ การเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปกครองเป็นเรื่องยาก แต่สามารถทำได้ 2 วิธี 1.นำเสนอแนวคิดนี้ด้วยการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างไม่ลดละ พฤติกรรมของคนทั่วไปก็จะเริ่มเปลี่ยน 2.ให้ลองเปิดวิชาเสริมทักษะด้านอาชีพในโรงเรียน แล้วให้เด็กลองเรียนดูสักวิชาหนึ่ง จากนั้นเด็กๆ จะกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าวิชานี้น่าสนใจเพียงใด และปีหน้าอยากเรียนวิชาแบบนี้อีก ไม่นานทุกคนจะเห็นว่านี่คืออีกหนึ่งทางเลือก
"ขั้นแรกกระทรวงหลักๆ อย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรจะร่วมกันคิดและพัฒนาแผนการสอนสำหรับการพัฒนากำลังแรงงาน จากนั้นควรพูดคุยกับตัวแทนอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการหลักๆ เพื่อรับทราบความต้องการของทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันควรนำร่องศึกษาข้อดีและข้อเสียจากภาคอาชีวศึกษาและนำมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง การวางแผนพัฒนากำลังแรงงาน ซึ่งต้องมองยาว 10 ปี" ทอม เสนอวิธีการเริ่มต้นทำในไทย
ดร.สวัสดิ์ อุดมโภชน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กล่าวว่า จาก 3 รูปแบบที่นายทอมเสนอคล้ายการจัดการศึกษาของไทยในอดีต ที่เรียกว่า “มัธยมแบบประสม” แต่ถูกเปลี่ยนไป เพราะมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เน้นปริญญาและดูถูกผู้ที่เรียนสายอาชีพ ดังนั้น หากจะดึงดูดให้เด็กเรียนสายอาชีพหรืออาชีวะ ต้องปรับเงินเดือนให้มากกว่าคนที่จบปริญญา พร้อมส่งเสริมคนมีความรู้ ความสามารถมาเป็นครูสอน และรัฐต้องประชาสัมพันธ์ให้มาก ถ้าทำได้สำเร็จจะช่วยพัฒนาประเทศได้มหาศาล
ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมี 46 โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบสายสามัญและสายอาชีพ เมื่อจบ ม.6 จะได้รับประกาศนียบัตร 2 ใบ คือ ม.6 และ ปวช. หากจะปรับการถ่ายโอนระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ ต้องลื่นไหลขึ้น นโยบายต้องต่อเนื่องจริงจัง พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะถ้าต้องทำใหม่ทั้งหมดคงต้องลงทุนมหาศาล และใช้เวลามาก ดังนั้นควรใช้สิ่งที่มีอยู่มาทำร่วมกัน
รวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ ผู้ช่วยประธานเครือข่ายยุวทัศน์ นักเรียนชั้น ม.6 ร.ร.สตรีวิทยา 2 กล่าวว่า ขอเป็นตัวแทนเยาวชนที่เห็นด้วยกับการจัดการผศึกษารูปแบบแคเรียร์ อคาเดมี เพราะปัจจุบันหลักสูตรสายสามัญเรียนมากเกินไป 1,200 ชม.ต่อปี สูงเกินมาตรฐาน เรียนหนักมาก ไม่สามารถค้นพบตนเอง อีกทั้งถูกผูกกับความคาดหวังจากผู้ปกครอง ดังนั้น การเรียนสายอาชีพต้องทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งสายสามัญและอาชีพไปได้พร้อมกัน เพราะทั้ง 2 สายเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต เปลี่ยนความฝันเด็กจากการเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ เป็นการฝันในอาชีพที่ตนเองรัก
..................................................
('แคเรียร์ อคาเดมี' 'สามัญคู่อาชีวะ'เปิด3ทางเลือก : โดย...ทีมข่าวการศึกษา)



