
เปิด3มาตรการแก้ปัญหาราคายางตก
ทำมาหากิน : เปิด3มาตรการแก้ปัญหาราคายางตก ปรับโครงสร้างผลิต-รวมกลุ่มแปรรูป : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดีเดย์วันนี้ (3 ก.ย.) จะมีการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ขณะเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ก็ได้มีมติให้ใช้งบกลางจากสำนักงบประมาณ จำนวน 8,000 ล้านบาท โดยผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบเพื่อดำเนินการทันที 5,628 ล้านบาท ให้เกษตรกรผ่านบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่เกิน 1,260 บาทต่อไร่ จำกัดรายละ 25 ไร่ หรือ 31,500 บาทต่อราย ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเป็นเวลา 7 เดือน (ก.ย.56-มี.ค.57) โดยจะนำมาตรการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (3 ก.ย.) จึงเป็นปฏิเสธไม่ได้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานหลักในการเข้ามาดูแลแก้ปัญหาดังกล่าว "คม ชัด ลึก" ถือโอกาสจับเข่าคุยกับเจ้ากระทรวง "ยุคล ลิ้มแหลมทอง" ถึงมาตรการรับมือปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เบื้องต้นจะแก้ปัญหาเรื่องราคายังไง
กลไกในเรื่องของราคาตอนนี้ ต้องเป็นไปตามกลไกของราคาตามตลาดโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือทำอย่างไรให้ต้นทุนของเกษตรกรลดลง นั่นก็หมายความว่า ในกระบวนการที่เราจัดการตรงนี้ก็คือว่า ส่วนที่เราให้ปุ๋ยเขาไป เพื่อที่จะเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรและก็ทำให้ลดต้นทุนของเกษตรกรไป และในขณะเดียวกัน ถ้าเราลดปริมาณของยางที่อายุมากได้ผลิตผลจากยางที่จะออกมาจากยางส่วนนี้ก็จะลดลงไปด้วย ก็จะทำให้ความสมดุลเรื่องผลผลิตกับการตลาดได้ ณ วันนี้ทั้งโลกมีผลผลิตยางทั้งหมดประมาณ 11,900,000 ตัน แต่ใช้จริงประมาณ 11,100,000 ตัน มียางที่เกินอยู่ในตลาดประมาณ 5-6 แสนตันอยู่แล้ว นั่นก็หมายว่า ผลผลิตที่เกิดขึ้นในวันนี้มันล้นตลาด
แนวทางการช่วยเหลือของรัฐบาล
จากที่ประชุมของ กนย.มีการตกลงกันว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเป็น 3 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรกก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการปรับโครงการสร้างการผลิต โดยวิธีการที่จะให้ปุ๋ยในการให้เกษตรกรได้รับปุ๋ยในการที่จะพัฒนาเรื่องยางของตัวเอง ยาง 1 ไร่ ก็จะมี 75 ต้น ต้นละ 1 กิโลกรัม ก็เป็นเงินประมาณ 1,260 บาทต่อ 1 ไร่ ก็จะช่วยเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก ในกลุ่มนี้มีตั้งแต่ 10 ไร่ลงมา เราก็จะให้ตามความเป็นจริง วงเงินทั้งหมดไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท เมื่อสร้างความเข้มแข็งให้เขาได้ ต่อไปจะให้เขารวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรและสร้างโรงงานที่จะแปรรูปเบื้องต้น แทนที่จะขายเป็นยางสด แต่จะไม่ใช่ลักษณะของการทำเป็นโรงรมควัน แบบอย่างเดิมที่เคยทำอยู่ แต่จะให้แปรรูปเป็นอุตสาหกรรมรัฐบาลก็จะช่วยดูแลเรื่องดอกเบี้ยให้แก่กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ โดยให้กู้เงินในการลงทุน ตั้งโรงงานขึ้นมาในวงเงิน 5,000 ล้านบาท จากกลุ่มที่สอง ก็จะเป็นกลุ่มที่สามก็คือ ตัวอุตสาหกรรมยาง ก็คือผู้ประกอบการทางด้านอุตสาหกรรมยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของถุงมือยาง ทำยางล้อ และกิจกรรมทางด้านยางอื่นๆ มีการตั้งวงเงินกู้ไว้ให้ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนทางด้านดอกเบี้ยเช่นเดียวกับกลุ่มแรก อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ออกมา 3 ทาง
เรื่องการตลาดหลังตั้งกลุ่มสหกรณ์แปรรูปยาง
เรามีการวางแผนร่วมกัน คุยกับกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ไม่ว่าจะเป็นยางล้อ ถุงมือยางอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ เกษตรกรไทยขายยางเป็นยางเบื้องต้นไปหมดเลย ไม่ได้มีการพัฒนาคุณภาพยาง เพราะฉะนั้นเขาลงทุนในประเทศไทย ตั้งโรงงานในประเทศไทย แต่ไม่สามารถซื้อของที่มีคุณภาพตามที่เขาต้องการนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรมของเขาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้คือ พยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเกษตรกร ฉะนั้นสหกรณ์คือตัวหลักที่เราเห็นภาพหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีการรวมตัวกัน ให้มีโรงงานที่มีการแปรรูปเบื้องต้นแล้วก็สมาชิกของสหกรณ์ขายยางให้สหกรณ์แล้วสหกรณ์ก็ไปแปรรูปเอาให้ได้มาตรฐานตามที่ผู้บริโภคต้องการนำไปใช้
เพราะฉะนั้นการที่จะไปตั้งโรงงานรมครัวเล็กๆ นั้นไม่เกิดประโยชน์ ต้องตั้งเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่พอสมควรสามารถที่จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ยางระดับกลางน้ำออกมาได้ และต้องได้มาตรฐานตามที่ทางโรงงานอุตสาหกรรมต้องการ เขาถึงจะสามารถซื้อจากเราได้ เราผลิตยางได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านตัน ใช้ในประเทศแค่ 5 แสนตัน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องมองตัวเองแล้วว่า เราเกิดอะไรขึ้น วันนี้มีสต็อกยางอยู่ 2 แสนกว่าตัน ฉะนั้นเราจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เราต้องมาคิดใหม่ว่า ทำยังไงให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง นี่คือหัวใจที่เราจะแก้ไข
ยางในสต็อก2แสนตันจะทำอย่างไร
เรื่องการใช้ยางในสต็อก 2 แสนตัน เพื่อการบริโภคภายในประเทศนั้น ขณะนี้ก็มีความชัดเจนและเป็นนโยบายรัฐบาลแล้วว่าจะนำไปใช้ในด้านการคมนาคมและซ่อมแซมถนน โดยภายในสัปดาห์นี้น่าจะได้ข้อมูลผลการวิจัยที่กรมทางหลวงดำเนินการในการเรื่องการทำถนนยางพาราว่าจะเกิดปัญหาในด้านจราจรหรือไม่อย่างไร หากไม่มีปัญหาใดๆ ก็น่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีเช่นกัน และเรามีงานวิจัยหลายๆ ตัวที่ทางการกรมวิชาการเกษตรทำไว้แล้ว ก็จะทำให้เราสามารถนำองค์ความรู้ตรงนี้มาพัฒนาคุณภาพและก็มาสร้างมูลค่าของยางขึ้นมาให้แก่ตัวเกษตรกรได้ เมื่อราคายางในประเทศยังต้องพึ่งยางในราคาตลาดโลก ทำยังไงที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ ในการคำนวณต้นทุนการผลิต ณ วันนี้ ยางที่อยู่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ คุณภาพผลผลิตยางไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง เรามองภาพว่า ถ้าสมมุติว่าราคาที่เป็นอยู่ในวันนี้นั้น เกษตรกรก็ยังสามารถยังอยู่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราเพิ่มในเรื่องประสิทธิภาพในเรื่องการผลิตและเพิ่มเสริมอย่างอื่นเข้าไป เกษตรกรก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และก็สามารถที่จะดำเนินการได้ทันที
แล้วเงินเซสส์มีส่วนแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง
อันนี้ก็เป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการส่งออกยางสามารถเพิ่มการรับซื้อยางจากเกษตรกรและราคายางมีราคาที่สูงขึ้น ที่ประชุมจึงได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการเก็บเงินเซสส์เป็นระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งการยกเลิกการเก็บเงินเซสส์เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ 2 กันยายน 2556-สิ้นเดือนธันวาคม 2556 เหตุผลหลักก็คือเพื่อให้ผู้ประกอบการส่งออกยางมาช่วยซื้อยางกับเกษตรกร ซึ่งจากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินเซสส์ในอัตรา 2 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อมีการลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงก็จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเพิ่มจำนวนการซื้อยางจากเกษตรกรได้ ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกก็จะมีช่องว่างในการแข่งขันกับคู่ค้ารายอื่นๆ ในการส่งออกยางไปต่างประเทศได้ ซึ่งได้มอบหมายให้องค์การสวนยาง (อสย.) ประสานผู้ส่งออกเพื่อมาหารือร่วมกัน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยยางไปตรวจสต็อกของผู้ส่งออกทุกรายที่มีอยู่ขณะนี้ว่ามีเท่าไหร่และอยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อให้การงดเก็บเงินเซสส์ที่กำหนดขึ้นส่งประโยชน์ถึงเกษตรกรได้อย่างแท้จริง
มองศักยภาพไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางอาเซียนได้หรือไม่
เราภาคภูมิใจมากอยู่แล้วในกลุ่มประเทศนี้ เพียงแต่ว่าเรายังขาดการจัดการในการเป็นผู้นำ การกำหนดราคา หรือกำหนดทิศทางในส่วนนี้ ในกลุ่มของมาเลเซีย ไทย หรืออินโดนีเซีย สามประเทศนี้ คุมประมาณยางในโลกถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้าเรามองไปที่มาเลเซียว่ามาเลเซียกับเราทำเรื่องยางอยู่หรือไม่ เวลานี้มาเลเซียซื้อยางจากประเทศไทย มาเลเซียลดการปลูกยางลง แต่หันไปปลูกปาล์มเพิ่มขึ้น ยังคงมีอินโดนีเซียกับไทยที่ยังปลูกยางพารามากอยู่ และในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านเรา เขมร ลาว ฟิลิปปินส์ กำลังปลูกยางอยู่ ผลผลิตที่ปลูกในลาวจะออกมาใน 2 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นการที่เราคุยกันในสามประเทศ ในการดูเรื่องนี้ไม่พอแล้วก็คงต้องดึงประเทศที่ปลูกยางเหล่านี้ทั้งหมดมานั่งคุยกัน เราอยากจะเห็นในการทำเรื่องของยาง เหมือนกับที่โอเปคทำ วันนี้เราผลิตยางเกินความต้องการของโลกก็ต้องจัดสัดส่วนว่าจะทำยังไง แล้วก็ต้องมาพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศว่าจะทำอย่างไร ฉะนั้นการคุยกันในกลุ่มอาเซียนนั้นสำคัญ การคิดร่วมกัน เป็นหัวใจในการที่จะทำให้กลุ่มอาเซียนเข้มแข็ง
-------------------------
(ทำมาหากิน : เปิด3มาตรการแก้ปัญหาราคายางตก ปรับโครงสร้างผลิต-รวมกลุ่มแปรรูป : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



