
เลิกคาใจเสียที ที่อุดรธานี-หนองคาย
สองจังหวัดอีสานเหนือนี้ค้างคาอยู่ในใจผมนานมาก นับตั้งแต่เข้าไปทำสารคดีในลาวเมื่อสองทศวรรษก่อน ตอนที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขง ไม่มีสายการบินบินตรงกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ-หลวงพระบาง ผมต้องพักค้างที่อุดรฯ ก่อนไปลงเรือข้ามโขงที่หนองคาย ครั้น
20 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมเพิ่งมีโอกาสลงไปสำรวจอย่างจริงจัง ว่าเหตุใด นิตยสารในสหรัฐอเมริกาถึงยกย่องหนองคายเป็น “เมืองน่าอยู่” อันดับ 7 ของโลก และทำไม อุดรธานี กำลังจะเป็นจังหวัดแรกของไทย ที่มีแหล่งมรดกโลก 2 แห่ง เพราะหลังจากแหล่งอารยธรรม “บ้านเชียง” ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2535 แล้ว ขณะนี้ “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” อำเภอบ้านผือ ก็กำลังจ่อคิวขึ้นแท่นมรดกโลก ขณะที่หนองคายก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน คือการเปิดเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ จากสถานีหนองคายข้ามลำโขงไปถึงสถานีท่านาแล้งฝั่งลาว แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ เพียง 6 กิโลเมตร แต่ก็มีโครงการขยายไปจนถึงนครหลวงเวียงจันทน์ในไม่ช้า
สายของวันที่ 4 มิถุนายน ขบวนรถด่วนที่ 913 เคลื่อนตัวออกจากสถานีหนองคาย เวลาสิบนาฬิกาตรง นำพาความฝันที่จะนั่งรถไฟข้ามโขงของผมให้เป็นจริง โดยแล่นผ่านช่องทางกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จัดสร้างเตรียมไว้เป็นช่องทางรถไฟโดยเฉพาะ ผู้โดยสารพากันลุกขึ้นยืนถ่ายรูปกับรถไฟขณะผ่านลำน้ำโขงกันอย่างคึกคัก เพราะนี่คือขบวนรถไฟข้ามแม่น้ำโขงระหว่างประเทศสายแรกในประวัติศาสตร์โลก และยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟผ่านทวีปเอเชีย (Trans Asian Railway) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพราะในอนาคตเมื่อเชื่อมกรุงเทพฯ กับเวียงจันทน์สำเร็จแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเชื่อมกรุงเทพฯ-ฮานอย ไปจนถึงปักกิ่ง และเมื่อรวมกับเส้นทางสายใต้ นั่นหมายถึงการเชื่อมสิงคโปร์-ปักกิ่งเลยทีเดียว การนั่งรถไฟช่วงสั้นๆ จากหนองคายสู่ท่านาแล้งใช้เวลาเพียง 15 นาที จึงมีความหมายยิ่งนัก
นักท่องเที่ยวหนุ่มชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวบนขบวนรถไฟสายวันนั้น บอกว่าตั้งใจแบกเป้ไปท่องแดนลาวเป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยการนั่งรถไฟข้ามโขงจากหนองคายไปท่านาแล้ง แล้วต่อรถอีกราว 20 กิโลเมตรก็ถึงเวียงจันทน์ ส่วนแม่ค้าสาวชาวลาวขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดจีนในเวียงจันทน์ ใช้บริการรถไฟสายนี้เป็นครั้งที่สองเพราะสะดวกสบายดี คือพอถึงหนองคายก็ต่อรถไฟไปลงหัวลำโพง หาซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดประตูน้ำเสร็จก็กลับเวียงจันทน์ทางเดิม จะไม่ค้างคืนที่กรุงเทพฯ เลยก็ได้ หรือถ้าจะอยู่เที่ยวเมืองไทยนานๆ ก็ได้ เพราะการใช้พาสปอร์ตผ่านแดน อนุญาตให้อยู่ได้ถึง 1 เดือนเต็ม โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามข้อตกลงอาเซียน แต่ใช้บัตรผ่านแดนก็ไปได้แค่อุดรธานีภายใน 3 วัน ในทางกลับกัน ถ้าคนไทยใช้บัตรผ่านแดนก็ไปได้แค่เวียงจันทน์ ส่วนผมใช้พาสปอร์ตจะไปเที่ยวไหนในลาวก็ได้เป็นเดือน
แต่เพราะเคยไปหลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก มาหลายรอบแล้ว เที่ยวนี้จึงตั้งใจนั่งรถไฟข้ามโขงบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของตัวเองโดยเฉพาะ คือพอถึงสถานีท่านาแล้ง ก็ลงไปประทับตราเข้าเมือง ถ่ายรูปแล้วเลือกซื้อเสื้อ “สะบายดีเมืองลาว” เป็นที่ระลึกสักครึ่งชั่วโมง แล้วก็ขึ้นรถไฟขบวนเดิมกลับหนองคาย รอบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ภายใน 3 ปีข้างหน้า เมื่อทางรถไฟสายท่านาแล้ง-เวียงจันทน์สร้างเสร็จ คราวนี้ตั้งใจจะนั่งจากหัวลำโพงไปลงเวียงจันทน์รวดเดียวเลย
จากนั้น ผมย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ ด้วยการขับรถย้อนกลับไปเยือน “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” ที่อำเภอบ้านผือ อุดรธานี ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ไม่น้อย เพราะถึงแม้จะได้ชื่อว่า “อุทยานประวัติศาสตร์” แต่มีความแตกต่างจากสุโขทัย อยุธยาโดยสิ้นเชิง เพราะรายล้อมด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ลำธาร และเสาหินรูปร่างประหลาดดั่งจานบินมนุษย์ต่างดาว อย่างที่พบในอุทยานแห่งชาติป่าหินงามที่ชัยภูมิ หรือภูผาเทิบที่มุกดาหาร อันเนื่องมาจากการกัดเซาะชั้นหินของลมและฝน กลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติอันวิเศษ แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น ตรงที่มีภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ประดับตามเสาหินและเพิงถ้ำเหมือนที่ผาแต้ม อุบลราชธานี มีใบเสมาหินศิลปะทวารวดีปักไว้โดยรอบเสาหินประหลาด อย่างที่พบมากที่เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ มีภาพแกะสลักเป็นพระพุทธรูปในกรอบหน้าบันศิลปะขอม เหมือนที่พบในนครธม กัมพูชา มีรอยพระพุทธบาทอย่างที่พบในหลายที่ แล้วยังมีตำนานพื้นบ้านเรื่อง “อุสา-บารส” เล่าอธิบายความหมายของเสาหินประหลาดแต่ละแห่งอย่างสนุกสนาน
เป็นสิ่งยืนยันว่า “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” เคยมีชุมชนมนุษย์พักอาศัยและรังสรรค์อารยธรรมอย่างต่อเนื่องหลายยุค นับเป็นคุณสมบัติที่ต้องโฉลกยิ่งนักกับสถานะ “มรดกโลก” ที่องค์การยูเนสโกกำหนดไว้ ที่น่าสนใจคือ “ภูพระบาท” อาจเป็นมรดกโลกควบทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของไทย ใครอยากไปพิสูจน์ว่าจริงอย่างที่ผมว่าไหม ช่วงนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีกิจกรรมพิเศษคือ “บินไปบินกลับขับรถเที่ยว 1 ราคา 5 เส้นทาง” (อุดรธานี เชียงราย เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต) สนใจคลิกไปได้ที่ www.tourismthailand.org <http://www.tourismthailand.org> หรือโทร. 0-2250-4580 ภายใน 30 กันยายนนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทยของเรา น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองเขาเลย
เรื่อง - ภาพ... "ธีรภาพ โลหิตกุล"



