
สกว.-แม่โจ้เตรียมแผนรับมืออนาคตลำไยไทยในอาเซียน
สกว.-แม่โจ้เตรียมแผนรับมืออนาคตลำไยไทยในอาเซียน
29ส.ค.2556 ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาลำไยแม่โจ้-สกว. ระยะที่ 2” ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยและบริการวิชาการเรื่องลำไย หลังจากมีผลงานเด่นชัดในระยะแรกทั้งการวิจัย การบริการวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างเกษตรกรให้เป็นวิทยากรอาสาเผยแพร่องค์ความรู้แก่เกษตรกรในชุมชน สกว.และมหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงพิจารณาเห็นชอบให้มีความร่วมมือระยะที่ 2 ระหว่างปี 2556-2558 เพื่อสานต่อการทำงานและมุ่งส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ การวิจัย การพัฒนาเครือข่าย และการจัดการด้านสารสนเทศ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการบริหารจัดการสวนภายใต้สภาพเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้เกษตรกรในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งด้านแรงงาน ผลผลิตและการตลาด โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี อาทิ สารตกค้างในผลผลิต ทั้งนี้จะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค การผลิตลำไยคุณภาพ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงแก้ป้ญหาวิกฤติแรงงาน
ในโอกาสนี้ได้จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการ “อนาคตลำไยไทยในอาเซียน” เพื่อกระตุ้นการรับรู้ถึงโอกาสและความเสี่ยงในการผลิตและส่งออกลำไยไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งนายเปรม ณ สงขลา จากวารสารเคหการเกษตร ระบุว่าปัจจุบันมีการผลิตในภาคตะวันออกซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่าแต่ให้ผลผลิตสูงกว่าภาคเหนือถึง 6 เท่าตัว จึงเป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรภาคเหนือ ทั้งนี้การปลูกลำไยต้อง “ปลูกเป็น ขายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ที่สำคัญ “ปลูกแล้วต้องมีความสุข สุขภาพดี” จึงหวังว่าการเสวนาครั้งนี้จะเป็นเวทีเพิ่มพลังสมองพลังปัญญาให้ทุกคนได้รับข้อมูลความรู้และแปลความรู้ไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติเป็นเป้าหมายในการจัดงาน ทั้งนี้จากตัวเลขการส่งออกที่มีใบรับรองสุขอนามัยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าไทยส่งออกลำไยไปจีนมากที่สุด รองลงมาคือเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งเคยอยู่อันดับสอง จึงเป็นสัญญาณบ่งชัดว่าเป็นวิกฤติหนึ่งของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะประเด็นสารตกค้างซึ่งเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่เราใช้เป็นเหตุการณ์ในการทำนายอนาคตได้
นายอุทัย นพคุณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เมื่อกลางปีที่ผ่านมาจีนได้ประกาศภายในให้ทุกด่านที่นำเข้าลำไยจากไทยเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น โดยเก็บตัวอย่างว่ามีสารตกค้างในปริมาณที่เกินกำหนดหรือไม่ การส่งออกต้องระบุที่มาของแปลงผลิต โรงคัดบรรจุหรือ “ล้ง” ว่ามาจากที่ใด มีใบรับรองสุขอนามัยว่าไม่มีโรคแมลง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างไม่เกิน 50 ppm มีโรงรมที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ซี่งจีนเป็นประเทศเดียวที่ต้องการใบรับรอง ล่าสุดมีการตรวจพบสารตกค้างเกินค่าที่กำหนดจึงถูกสั่งห้ามนำเข้าแล้ว 2 ราย ซึ่งต้องแจ้งเตือนผู้ส่งออกให้รับทราบถึงปัญหาและช่วยกันแก้ไข ขณะที่ ผศ.จักรพงษ์ พิมพิมล คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ระบุว่า ห้องรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตามมาตรฐานที่ออกแบบทำวิจัยขึ้นมามีต้นทุนค่อนข้างสูง ประมาณตู้ละ 4,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการลังเลที่จะใช้วิธีการนี้ แต่จากการทดลองร่วมกับผู้ประกอบการส่งออกลำไยไปจีนที่ด่านเซี่ยงไฮ้พบว่าผ่านมาตรฐาน จึงขึ้นกับตัวผู้ประกอบการว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์จัดเป็นยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงกลาโหมทำให้เป็นปัญหาติดขัด จึงได้พูดคุยกันจนเกิดความเข้าใจและขออนุญาตได้ง่ายขึ้น แต่ยังมีความกังวลว่าจะใช้แก๊สดังกล่าวไม่ต่อเนื่อง เพราะใช้เฉลี่ยเกือบร้อยตู้ต่อวัน มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงรับเป็นฮับสต็อคให้ผู้ประกอบการนำไปใช้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะแรก
รศ.ดร.เริงชัย ตันสุชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สัดส่วนการส่งออกลำไยสดไปฟิลิปปินส์เทียบกับมูลค่าของผลไม้ทั้งหมดมากกว่าร้อยละ 60 ในทุกปี เพราะมีรสหวาน รับประทานง่าย ราคาไม่แพง หาซื้อได้ในตลาดสดและห้างสรรพสินค้า นอกจากลำไยตามฤดูกาลแล้วไทยยังส่งออกลำไยนอกฤดูในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ด้วย แต่ลำไยจากไทยได้ถูกซื้อขายผ่านประเทศที่สามโดยจีนและไต้หวันเป็นนายหน้า เพราะไทยไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยตรง จึงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก อีกทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนาการปลูกลำไยภายในประเทศเพื่อสร้างรายได้และลดการนำเข้า อีกทั้งเวียดนามก็เป็นนายหน้าขายให้จีนตะวันออกและต่อไปอาจส่งให้ฟิลิปปินส์ด้วย ยิ่งจะทำให้บทบาทของผู้ประกอบการไทยลดลง
เช่นเดียวกับ รศ.นงนุช อังยุรีกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ระบุว่าจากข้อมูลที่เก็บจากงานวิจัยพอเห็นข้อสังเกตบางอย่างว่าไม่ต้องรอวิกฤติ เพราะมูลค่าการส่งออกผลไม้สดและทำให้แห้งของไทยไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนแต่เดิมส่งออกไปอินโดนีเซียและเวียดนาม แต่ในปี 2554 อินโดนีเซียประกาศกฎระเบียบบางข้อที่เป็นอุปสรรคต่อการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ระบบภาษี ทำให้มูลค่าการส่งออกในปี 2555 ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ตลาดอินโดนีเซียมีความต้องการและชื่นชอบการบริโภคลำไยจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ซื้อทางอินโดนีเซียจะเสนอราคาและปริมาณที่ต้องการมาให้ผู้ส่งออกไทยก่อน แต่ปริมาณการตกค้างของสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ใช้รมลำไยควบคุมได้ยาก ก่อให้เกิดปัญหาด้านการส่งออกและกระทบต่อราคา อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียยังเปิดทางให้ประเทศของตนปลูกลำไยโดยเฉพาะทางตอนกลางของเกาะชวา แต่ก็มีผลเล็ก พื้นที่จำกัด รวมถึงยังไม่เข้าใจการรมสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อยืดอายุการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันมีล้งจีนเข้ามารวบรวมลำไยแข่งกับล้งของคนไทยและส่งออกไปจีน อินโดนีเซีย และอื่น ๆ นอกจากนี้ราคาลำไยของประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนามและไต้หวันถูกกว่าลำไยไทย
ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า โจทย์ใหญ่ในการหาทางออกให้กับเกษตรกรไทยท่ามกลางวิกฤติความเสี่ยง ยังมีจุดแข็งเพราะไทยมีพันธุ์ลำไยที่ดี สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย รวมถึงมีองค์ความรู้ทางวิชาการและภูมิปัญญาดั้งเดิมของเกษตรกร จึงต้องใช้จุดแข็งนี้พัฒนาเพื่อให้ต่อสู้กับคู่แข่งขันได้ และขอยืนยันว่าการผลิตลำไยนอกฤดูยังเป็นหัวข้อสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาผ่อนหนักเป็นเบาได้ แม้จีนจะมีมาตรการกีดกันทางการค้ารุนแรงมากขึ้นเพราะต้องดูแลเกษตรกรของตัวเอง จึงพยายามรณรงค์ตีจุดอ่อนว่าไทยมีสารตกค้างสูง ขณะที่ปัญหาการผลิตของไทยที่วิกฤติมาก คือ การขาดแคลงแรงงานในการเก็บเกี่ยว ค่าแรงแพง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน จึงต้องพยายามออกแบบการปลูกใหม่ให้เหมาะสม รวมถึงมีการจัดการสวนที่ดี สามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้
ผู้สนใจการผลิตลำไยคุณภาพ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไยแม่โจ้ อาคารธรรมศักดิ์มนตรี โทร. 053-873390, 053-499-218 หรือ www.longancenter.mju.ac.th



