ไลฟ์สไตล์

แฉรัฐกับเอกชนต่างคนต่างทำ'เรื่องยาง'

แฉรัฐกับเอกชนต่างคนต่างทำ'เรื่องยาง'

27 ส.ค. 2556

สกว. ร่วมกับ วช. จัดประชุมบูรณาการงานวิจัย เพื่ออนาคตยางไทยมั่นคง เผยรัฐกับภาคเอกชนยังทำงานต่างคนต่างทำแนะร่วมมือกัน

              27ส.ค.2556  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดประชุมวิชาการยางพาราแห่งชาติ ครั้งที่ 5 เรื่อง “บูรณาการงานวิจัย เพื่ออนาคตยางไทยมั่นคง” โดยมี ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. เป็นประธานในการเปิดประชุม ณ ห้อง Lotus5-6 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา 

              ศ.นพ.สุทธิพันธ์ กล่าวว่า จากการรวมตัวกันของหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิจัยและสนับสนุนทุนวิจัยเป็นเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือ คอบช. ได้มอบหมายให้ สกว. เป็นหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนมุ่งเป้าเรื่องยางพาราโดยเฉพาะ จุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างชัดเจนสำหรับการบูรณาการงานวิจัยด้านยางพาราของประเทศไทย ซึ่ง สกว. ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยที่สอดคล้องตอบรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือ Country Strategy ทั้งในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการเติบโตพร้อมกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

              ด้านคุณประยงค์ หิรัญญะวณิชย์ ประธานคณะกรรมการคลัสเตอร์ยางและไม้ยางพารา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกยางพารา 18 ล้านไร่ใน 42 จังหวัด มีมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 7 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มของวัตถุดิบยางพารา มีมูลค่าสูงถึง 3.39 แสนล้านบาท ขณะที่สินค้าแปรรูปจากยางพารายังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนจึงได้รวมตัวกันและเห็นพ้องว่าควรกระตุ้นให้ภาครัฐบาลเกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้น ด้วยการส่งเสริมสัดส่วนในเรื่องการเพิ่มการแปรรูปเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจยางพาราของไทย โดยอุตสาหกรรมยางพาราไทยได้ตั้งเป้าหมายในปี 2020 ที่จะเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมปลายน้ำให้มากขึ้น ได้แก่ สินค้าในกลุ่มยางล้อ เฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา และถุงมือยาง ซึ่งจะใช้เป็นดาวเด่นของการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม สำหรับก้าวต่อไป คือ การจัดทำยุทธศาสตร์งานวิจัยที่มุ่งเป้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตภาพต่อไป เพื่อให้อนาคตยางไทยเกิดความมั่นคงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนต่อไป”

              ภายในงานประชุม มีการนำเสนอผลงานและความก้าวหน้างานวิจัยด้านยางพาราไทยที่ สกว. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในหลากหลายประเด็น ประกอบด้วย งานวิจัยเชิงสนับสนุนนโยบายต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ งานวิจัยด้านนวัตกรรมยางธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานวิจัยด้านการพัฒนาเทคโนโลยียางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

              งานวิจัยเชิงสนับสนุนนโยบายต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “ผลวิจัยสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเตรียมพร้อมสู่ AEC และการจัดการเพื่อ Green Environment” มีการนำเสนอผลวิจัยจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ นายทัศนัย บุญเกิดรัตนสกุล ศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวสรุปข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางไทย พบว่า “จากการศึกษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ยางรองรางรถไฟ ยางถอนขนไก่ ยางล้อตันสำหรับรถฟอร์ทคลิฟท์ และกระบวนการตรวจสอบยางครัมป์วัลคาไนซ์ ทำให้ได้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยางอันจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปขายยังต่างประเทศ รวมทั้งเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าทึ่มีคุณภาพเหมาะสม ทั้งนี้ ร่างมาตรฐานดังกล่าวได้จัดทำแล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างกระบวนการปรับปรุงครั้งสุดท้ายเพื่อเสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พิจารณาประกอบการกำหนดเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่อไป โดยในขณะนี้ร่างมาตรฐานยางรองรางรถไฟ และยางล้อตันสำหรับรถฟอร์ทคลิฟท์ สมอ. กำลังจะเสนอเป็นมาตรฐานระดับอาเซียน ส่วนร่างมาตรฐานกระบวนการตรวจสอบยางครัมป์วัลคาไนซ์ได้เสนอผ่านเป็น Technical Specification ในระดับ ISO แล้ว”

              รศ.ดร.ประเสริฐ ภวสันต์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสรุปข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่องการจัดการยางล้อรถยนต์ใช้แล้วที่เหมาะสมกับประเทศไทย พบว่า “ยางล้อรถยนต์ที่ใช้แล้วของไทยส่วนใหญ่มีเส้นทางการเดินทางทั้งที่รับได้การจัดการและไม่ได้รับการจัดการ เช่น การนำไปเผาในโรงปูน การใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง งานโยธา เป็นต้น โดยในการจัดการยางล้อที่ใช้แล้วจะใช้เทคโนโลยีในเรื่องของการทำซ้ำ การหล่อดอกยาง การเซาะร่อง และการนำกลับไปใช้ใหม่ โดยงานวิจัยที่ศึกษาจะให้ความสำคัญกับบริบทในเรื่องมิติของสิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์เป็นสำคัญ”

              ขณะที่ ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวนิช มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวสรุปข้อค้นพบจากงานวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางพาราของไทยจากเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางยางพาราโลกของมาเลเซีย และข้อตกลงภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พบว่า “ผลกระทบต่อประเทศไทยหากมาเลเซียสามารถนำพาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางยางพาราโลกหรือ Rubber City ได้ในปี 2020 จะกระทบกับโครงสร้างยางพาราของประเทศไทยทั้งในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ สัดส่วนของผลผลิตยางธรรมชาติในประเทศของไทยจะลดลง ได้แก่ ยางแท่ง น้ำยางข้น ยางแผ่น นอกจากนี้ ในการเปิด AEC ที่จะถึงในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีผลให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเกิดการขนย้ายวัตถุดิบได้เสรี ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมรับมือในเรื่องดังกล่าวด้วยการเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ พร้อมจำกัดขอบเขตของการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกเนื่องจากอาจได้รับผลกระทบกับปริมาณพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกกว่า 15 ล้านไร่จากประเทศเพื่อนบ้าน”

              ผลงานวิจัยมุ่งเป้าในเรื่องนวัตกรรมยางธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ศึกษาบนพื้นฐานที่คำนึงถึงผลงานที่มีศักยภาพการต่อยอดเชิงพาณิชย์หรือในระดับอุตสาหกรรมได้ ประกอบด้วยผลงานวิจัย 3 เรื่อง ได้แก่ การนำเสนอโดย รศ.ดร.ศุภศร วนิชเวชารุ่งเรือง ภาควิขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในผลวิจัยเรื่องยางธรรมชาติที่มีกลิ่นหอมนาน พบว่า “น้ำยางธรรมชาติปกติจะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ นักวิจัยมีแนวคิดที่จะใช้กลิ่นหอมเติมลงไปในน้ำยางเพื่อช่วยกลบกลิ่นของยางและยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางในการนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยกลิ่นหอมดังกล่าวเป็นพอลิเมอร์ที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ทำให้สมบัติของน้ำยางเปลี่ยนแปลง ขึ้นรูปได้ง่าย ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีการนำไปใช้ผลิตถุงมือยางที่มีกลิ่นหอมยาวนาน นานถึง 1 ปี ผลงานวิจัยดังกล่าวได้จดสิทธิบัตรแล้ว”

              ผศ.ดร.ภก.วิวัฒน์ พิชญากร ภาควิชาเทคโนโลยีนวัตกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวนำเสนอผลวิจัยเรื่องนวัตกรรมยางธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากยางธรรมชาติ พบว่า ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมที่ผลิตจากยางธรรมชาติจะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เอื้อต่อการใช้งาน เนื่องจากมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงดึงได้ดี ยึดเกาะดี สร้างเป็นแผ่นฟิล์มได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ ในเบื้องต้นจึงได้ทำการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในส่วนของเครื่องสำอางก่อน เพราะเป็นสินค้าที่ใช้ภายนอกร่างกาย ไม่มีความอันตรายมากนัก และเพิ่มมูลค่าน้ำยางได้สูงมาก เนื่องจากเครื่องสำอางส่วนใหญ่ราคาแพง อาทิ แผ่นพอกหน้า โดยปัจจุบันทีมวิจัยได้ทำการประยุกต์ใช้ยางพาราออกไปอย่างหลากหลาย ไม่ว่าเป็นการผลิตแผ่นแปะผิวหนัง การใช้ไฮโดรเจลจากโครงสร้างเชื่อมโยงจากยางธรรมชาติและแป้งเพื่อเร่งการหายของแผล เป็นต้น ซึ่งมีสิทธิบัตรจำนวนมากที่เกิดจากชุดโครงการวิจัยดังกล่าว

              ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวนำเสนอผลวิจัยเรื่องน้ำยางธรรมชาติปราศจากโปรตีนภูมิแพ้ พบว่า น้ำยางพาราธรรมชาติไม่ได้มีเพียงส่วนผสมของเนื้อยางเท่านั้น แต่ยังมีโปรตีนผสมอยู่ด้วย ซึ่งโปรตีนที่ทางองค์กรระดับโลกอย่าง IUIS หรือ International Union of Immunological Societies ระบุว่า มีโปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการแพ้แก่ผิวหนังมนุษย์ด้วยกัน 13 ชนิด ด้วยเหตุนี้จึงทำการศึกษาเพื่อค้นหาเอนไซม์ที่จะช่วยกำจัดโปรตีนชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ให้หมดไป หรือพัฒนาเป็นน้ำยางโปรตีนต่ำ โดยใช้เอนไซม์โปรติเอส (Protease) จากจุลินทรีย์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Bacillus sp. ซึ่งพบว่า สามารถกำจัดโปรตีนภูมิแพ้ได้ในกลุ่มโปรตีนที่ค่อนข้างรุนแรง ได้แก่ Hev b3, Hev b5 เป็นต้น ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวมีผลต่อการสร้างเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน และลดการนำเข้าน้ำยางโปรตีนต่ำลงได้

              สำหรับหัวข้อการนำเสนอในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยียางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นโจทย์วิจัยที่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นของตนเอง หรือช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมได้ มีการนำเสนอผลงานวิจัยมุ่งเป้าจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ การนำเสนอของ ผศ.ดร.กฤษฎา สุชีวะ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง มหาวิทยาลัยมหิดล ในผลวิจัยเรื่องยางล้อรถประหยัดพลังงาน พบว่า แนวโน้มเทคโนโลยียางล้อรถจะเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องยางล้อรถยนต์ประหยัดพลังงาน และยังมีข้อกำหนดให้ยางล้อรถที่ส่งไปขายประเทศแถบ EU จะต้องติดฉลากแสดงคุณลักษณะของยางล้อที่บ่งชี้การประหยัดพลังงานโดยการกำกับค่าความต้านทานการหมุน (rolling resistance) โดยงานวิจัยครั้งนี้ทีมวิจัยร่วมกับภาคเอกชน 2 ราย ได้แก่ หจก. ป.สยามอุตสาหกรรม ในการพัฒนายางล้อประหยัดพลังงานที่เป็นยางล้อรถบรรทุกเล็กเรเดียล และ บริษัท วีเอส.อุตสาหกรรมยาง จำกัด ในการพัฒนายางล้อประหยัดพลังงานที่เป็นยางล้อตันสำหรับรถฟอร์ทคลิฟท์ ด้วยการเริ่มต้นจากการพัฒนาสูตรยาง และออกแบบยางเชิงวิศวกรรม เพื่อศึกษาการแตกตัว การกระจายตัวของยางที่มีผลต่อการยึดเกาะติดถนน และลดการรับการสั่นสะเทือน นักวิจัยและผู้ประกอบการร่วมกันพัฒนาต้นแบบ ทดสอบและผลิตจริง พบว่า ยางล้อต้นแบบนี้สามารถทนสึกกร่อนได้มากขึ้น และผ่านตามมาตรฐานสากล ทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตและขายยางล้อประหยัดพลังงานได้ด้วยเทคโนโลยีของคนไทย

              และอีกเรื่องหนึ่งนำเสนอโดย ดร.อภิตา บุญศิริ สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในผลวิจัยเรื่องการยืดอายุการเก็บรักษาและคุณภาพเห็ดฟางด้วยพลาสติกย่อยสลายได้จากยางพาราเพื่อการส่งออก พบว่า เห็ดฟางเป็นสินค้าเกษตรที่มีการเน่าเสียง่าย โจทย์วิจัยที่ได้รับจากภาคอุตสาหกรรม บริษัท 3 เอฟเอ็กโซติก จำกัด คือการทำอย่างไร จะเพิ่มอายุการเก็บเห็ดได้เพิ่มมากขึ้นจากปกติ 4 วัน จึงได้ทำการพัฒนาฟิล์มพลาสติก LDPE แบบเจาะรูและฟิล์มพลาสติกแบบย่อยสลายได้ที่มีส่วนประกอบของยางพาราทั้งที่เจาะรูและไม่เจาะรู โดยพบว่า สามารถยืดอายุการเก็บรักษาและรักษาคุณภาพเห็ดฟางได้มากขึ้นเป็นเวลา 6 วัน เพียงพอต่อระยะเวลาและความต้องการของผู้ประกอบการที่จะใช้ส่งออกเห็ดฟางทางเครื่องบินพอดี