
"VMAT" นวัตกรรมใหม่ เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง
แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการรักษาและการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งจะพัฒนาขึ้นมาก จนแพทย์สามารถตรวจพบมะเร็งหลายชนิดได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นและรักษาจนหายขาดได้ แต่จากการ
เก็บข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับพบว่า โรคมะเร็ง ยังคงมีอัตราการคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งยังมีแนวโน้มของอุบัติการณ์ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ เรายังไม่ทราบสาเหตุทุกอย่างของการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้ไม่มีวิธีป้องกันที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือมะเร็งบางชนิดจะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจึงได้รับการตรวจพบในขณะที่เซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปยังบริเวณอื่นแล้ว การรักษาก็ทำได้ยากขึ้น ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคมะเร็งที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ตามวาระเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้พัฒนาจนพ้นจากข้อจำกัดของวิธีการเดิมๆ ทำให้ผลการรักษาโรคมะเร็งทุกวันนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้ป่วยได้รับผลเสียจากอาการข้างเคียงน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความใส่ใจในคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระหว่างการรักษาและหลังการรักษา ได้กลายเป็นสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ป่วยจึงได้รับความเจ็บปวดทรมานจากการรักษาน้อยลง และสามารถใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
3 วิธีการหลักในการรักษาโรคมะเร็ง
หนึ่ง คือ การผ่าตัด ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้ามะเร็งเป็นในระยะเริ่มต้น โดยในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือผ่าตัดแล้วไม่สามารถนำก้อนมะเร็งออกได้ทั้งหมด แพทย์จึงจะมองถึงวิธีการอื่นๆ ต่อไป
สอง คือ การฉายรังสี ซึ่งทำได้ทั้งการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือฉายร่วมกับการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระยะของโรคขณะที่ตรวจพบ ส่วนวิธีที่สาม คือการทำเคมีบำบัด ซึ่งโดยมากจะใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย ในกรณีที่การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวอาจนำเซลล์มะเร็งออกไม่ได้ทั้งหมด
ในส่วนของเทคโนโลยีการรักษามะเร็ง การพัฒนาเครื่องฉายแสง ซึ่งได้เข้ามาทำให้การฉายแสงให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นไปอย่างเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี VMAT (Volumetric Modulated Arc Therapy) ที่กำหนดปริมาณรังสีครอบคลุมก้อนมะเร็งได้ทั่วถึง ลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการฉายรังสีถูกอวัยวะใกล้เคียง ด้วยการป้อนข้อมูลและควบคุมการทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น
เมื่อก่อนเครื่องฉายแสงที่ใช้กันยังเป็นแค่ระบบสองมิติที่ต้องคอยปรับร่างกายของผู้ป่วยให้ได้องศาเดียวกับเครื่องฉาย หลายครั้งเราต้องจับผู้ป่วยพลิกตัวเพื่อให้ได้ปริมาณรังสีครอบคลุมทุกส่วนในอัตราที่กำหนดไว้ จนมาถึงเทคโนโลยี IMRT ที่สามารถปรับปริมาณรังสีให้สม่ำเสมอกับรูปทรง ขนาด และความหนาหรือความบางที่ไม่เท่ากันของก้อนมะเร็งก้อนหนึ่งได้ แต่ IMRT ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของทิศทางการหมุนของตัวเครื่อง
ส่วนการฉายแสงด้วย VMAT เครื่องฉายจะหมุนได้ทุกทิศทางรอบตัวของผู้ป่วย และด้วยระบบภาพนำวิถีแบบสามมิติ จึงแม่นยำในการกำหนดพื้นที่ที่ต้องการฉายได้ตามต้องการ พร้อมเตียงปรับระดับซึ่งควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถปรับองศาของเครื่องฉายแสงและเตียงของผู้ป่วย ให้ตำแหน่งของก้อนมะเร็งอยู่ภายในบริเวณที่ถูกฉายรังสี ช่วยลดระยะเวลาในการฉายรังสีแต่ละครั้งลงจากการใช้เครื่อง MIRT ที่ผู้ป่วยต้องนอนฉายรังสีแต่ละครั้งราว 15-30 นาที ให้เหลือแค่ครั้งละ 3-5 นาทีเท่านั้น ซึ่งการที่ผู้ป่วยอยู่บนเตียงสั้นลงจะเป็นการลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดเนื่องจากการขยับตัวของผู้ป่วยซึ่งทำให้อวัยวะต่างๆ เปลี่ยนตำแหน่งไป อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดผลข้างเคียงต่อบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย
นอกจากเทคโนโลยีในการรักษาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรคมะเร็งให้เกิดผลดี คือ การวางระบบในศูนย์มะเร็งให้มีการรักษาร่วมกันเป็นทีมแบบสหสาขาตั้งแต่ต้นจนจบ การให้บริการรักษามะเร็งทุกชนิดจะอยู่ในบริเวณเดียวกันหมด เมื่อผู้ป่วยเข้ามา หลังจากที่ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว พบว่ามีโรคมะเร็งก็จะตรวจดูระยะขั้นตอนของโรค และจะเริ่มทำการรักษาทันที หากดูแล้วว่าต้องทำเคมีบำบัดร่วมด้วย ก็สามารถเรียกอายุรแพทย์เข้าร่วมให้คำปรึกษาได้ทันที รวมถึงในขั้นตอนอื่นๆ ตั้งแต่ร่วมพิจารณาฟิล์ม ดูผลตรวจ MRI หรือ CT scan ทั้งหมดนั้นเพื่อความสะดวกต่อผู้ป่วยที่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปหลายตึกหลายแผนก
ดังนั้นผู้ป่วยจะใช้เวลาแค่ไม่กี่วันตั้งแต่เริ่มสงสัยว่ามีอาการจนได้รับการตรวจและเริ่มต้นรักษา เพราะเวลาทุกนาทีถือว่ามีค่ามากสำหรับผู้ป่วย การได้พบหมอเร็ว ได้ตรวจเร็ว และได้รักษาเร็ว ก็มีโอกาสจะควบคุมโรคได้ดีกว่าที่จะปล่อยให้โรคลุกลามมากขึ้น จนถึงขั้นที่ 4 ซึ่งโอกาสจะรักษาหายนั้นน้อยลงไปมาก
ผศ.พญ.สุนันทา ศรีสุบัติ-พลอยส่องแสง
แพทย์รังสีรักษา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์



