ไลฟ์สไตล์

'กิตติรัตน์'เผยรบ.หนุนลงทุนเสริมสุขภาพ

'กิตติรัตน์'เผยรบ.หนุนลงทุนเสริมสุขภาพ

25 ส.ค. 2556

นักสร้างเสริมสุขภาพทั่วโลกกว่า 2,000 คน ร่วมประชุม IUHPE ครั้งที่ 21 'กิตติรัตน์' ประกาศรัฐบาลหนุนลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ หมอประเวศชี้เป็นทางออกวิกฤติสังคม

              เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2556 ที่ศูนย์การประชุมพีช พัทยา จ.ชลบุรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 21 ( The 21th IUHPE World Conference on Health Promotion 2013) ซึ่งประเทศไทย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับคัดเลือกจากสมาพันธ์นานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการศึกษา (The International Union of Health Promotion and Education : IUHPE) ให้เป็นเจ้าภาพการประชุมภายใต้หัวข้อ “การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ (Best Investments for Health)”  โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 2,000 คน จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

               นายกิตติรัตน์ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม ว่า ปัจจุบันปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์มีความซับซ้อนขึ้น เป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ช่วยให้มนุษย์มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ แต่ในทางกลับกันปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลเชิงลบต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สามารถเกิดขึ้นได้ในประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มสถานะ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาทางออกและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี เพราะประชาชนมีสุขภาพดีจะเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานของความเจริญทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมของประเทศ

               นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านสาธารณสุข และการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะสร้างความมั่นคงของการพัฒนาประเทศ ซึ่งการลงทุนในระบบสาธารณสุขได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูประบบสาธารณสุขในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จด้านงานสาธารณสุขตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals ที่ได้ริเริ่มปฏิรูปและพัฒนาระบบสาธารณสุขมาตั้งแต่ 10 ปีแล้ว โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย

               “การก่อตั้ง สสส.  ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งในกลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่มีความสำคัญของไทย โดยมีการประเมินการทำงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากลว่า สามารถขับเคลื่อนงานได้บรรลุเป้าหมาย เป็นองค์กรนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพที่ทำงานกับทุกภาคส่วนในสังคมจากรากหญ้าถึงระดับชาติให้มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างครอบคลุม 99% ของประชากรไทย” นายกิตติรัตน์ กล่าว

               นพ.ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวในการปาฐกถา เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพในฐานะที่เป็นเครื่องมือการปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ ว่า ปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นสาเหตุและผลลัพธ์จากการพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทางออกหนึ่งคือการเปลี่ยนวิธีคิดมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและสังคมมากขึ้น ซึ่งกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยภาระงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพนั้นจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการจากทั้งภาครัฐและนอกภาครัฐ เพื่อถักทอสังคมให้เกิดความร่วมมือ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานที่มีความยืดหยุ่นในระบบโครงสร้างขององค์กรที่เป็นอิสระ

              “ประเทศไทยมีองค์กรอิสระที่ทำงานด้านสุขภาพ อาทิ สสส. ที่ทำงานเชิงรุก สร้างนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยนสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่สร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำหน้าที่ให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่จะถักทอสังคมได้อย่างแท้จริง” นพ.ประเวศ กล่าว

               ด้าน ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ประธานกรรมการจัดการประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 21 สสส. กล่าวว่า การประชุม IUHPE เรื่อง “การลงทุนที่ดีที่สุดในระบบสาธารณสุข” ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการร่วมคิดร่วมวางแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและเป็นธรรมที่สุดสำหรับการสนับสนุนและขับเคลื่อนให้มนุษย์ได้มีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี การประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 2,000 คน จะมีการเผยแพร่งานวิชาการจำนวนทั้งสิ้น 1,449 ชิ้นจาก 76 ประเทศ และมีการประชุมคู่ขนานรวม 126 ห้อง กิจกรรมสันทนาการ การแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพของนานาประเทศ การศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่าย ในจังหวัดใกล้เคียง 8 เส้นทาง การประชุมระดับโลกครั้งนี้ จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพกับทั่วโลก และยังเป็นการยืนยันถึงความเป็นประเทศแนวหน้าด้านการสร้างเสริมสุขภาพด้วย