ไลฟ์สไตล์

'น้ำดีหดหายไป น้ำเสียเพิ่มขึ้น'วอนคนไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

'น้ำดีหดหายไป น้ำเสียเพิ่มขึ้น'วอนคนไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

24 ส.ค. 2556

'น้ำดีหดหายไป น้ำเสียเพิ่มขึ้น'วอนคนไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ไพโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.)

                องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) มักถูกมองว่า ทำอะไรบ้าง จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ในด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพอนามัยของชาวบ้านเป็นอย่างไร จะบริหารจัดการสถานการณ์น้ำเสียของไทยอย่างไร การจัดการน้ำเสียของไทยกำลังเดินไปทางไหน อนาคตจะเผชิญกับปัญหากันอย่างไร วันนี้ ไพโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) พร้อมอธิบายทุกคำถามที่ทุกคนอยากรู้

                ผู้อำนวยการไพโรจน์ เล่าว่า เข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2553 ตลอดเวลา 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา มีโอกาสสัมผัสกับงานทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการน้ำเสียอย่างเต็มตัว

                "องค์การจัดการน้ำเสีย จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.จัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย พ.ศ. 2538 มีขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 และอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่องในเรื่องการจัดการน้ำเสียของประเทศ แบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นเรื่องการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมในพื้นที่จัดการน้ำเสีย เพื่อคืนสภาพน้ำเสียกลับเป็นน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และส่วนที่สอง ฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียเดิมที่ก่อสร้างไว้แล้ว ให้กลับมามีประสิทธิภาพในการใช้งานอีกครั้ง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย สรุปง่ายๆ คือ ด้วยสถานะทางกฎหมาย การดำเนินการของ อจน. ยังมีข้อจำกัดอยู่ คือ งานการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม แต่ อจน. ทำได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวมถึงพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ อจน. ต้องมีวัตถุประสงค์ตรงกันก่อน จากนั้นต้องมีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมดำเนินการกับ อจน. ทั้งในขั้นตอนการก่อสร้างและการบริหารจัดการ"

                ในฐานะที่ อจน. เป็นหน่วยปฏิบัติในงานด้านสิ่งแวดล้อม สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงปัญหาการจัดการน้ำเสีย และจัดทำแผนงานต่างๆ เพื่อเข้าร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาระบบจัดการน้ำเสีย พร้อมกันนี้ อจน. มีการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร ทั้งทางด้านเทคนิค และการบริหารจัดการภายใน โดยเริ่มทำบันทึกข้อตกลงร่วมทางด้านเทคนิคกับหน่วยงานต่างประเทศ ทั้งรัฐบาลสวีเดน และญี่ปุ่น หน่วยงานวิชาการ เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับรัฐวิสาหกิจอีก 4 แห่ง ได้แก่ การประปานครหลวง (กปน.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และองค์การตลาด (อต.) เพื่อมีความพร้อมด้านการพัฒนาในอนาคตอย่างมั่นคง

                "น้ำเสียที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ มีผลกระทบต่อแม่น้ำลำคลอง หรือทางน้ำธรรมชาติ นักวิชาการกำหนดค่าความเน่าเสียของน้ำ หรือเกณฑ์คุณภาพของน้ำ โดยดูจากระดับความปนเปื้อนของสิ่งสกปรก หรือมลพิษ เช่น การวัดความปนเปื้อนของสารอินทรีย์โดยวัดออกซิเจนในน้ำ หรือการวัดการปนเปื้อนของปริมาณสารเคมี หรือสารพิษ จากการตรวจวัดปริมาณสาร หรือการวัดการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากการตรวจวัดเชื้อ โดยการนำตัวอย่างมาเพาะเลี้ยง หากปริมาณสารสะสมเกินกว่ามาตรฐาน จะก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตราย และจะสร้างความเสียหายต่อการประมงการเกษตรและสุขภาพอนามัยของประชาชน ท้ายที่สุด ระบบนิเวศธรรมชาติจะถูกทำลาย หรือเสื่อมคุณภาพ จนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ การจัดการน้ำเสียมีเจตนารมณ์ต้องการบริหารจัดการไม่ให้คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมลง"

                การจัดการน้ำเสีย ในความหมายตามความเข้าใจ คือการดูแลจัดการน้ำเสียอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเจือจางน้ำเสียด้วยน้ำธรรมชาติ บำบัดน้ำเสีย ลดการปล่อยน้ำเสีย นำน้ำเสียกลับมาใช้หมุนเวียน หรือแม้กระทั่งนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ล้วนนับเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำเสียทั้งสิ้น การจะนำวิธีการใดมาใช้ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและเหมาะสม ผลของการจัดการน้ำเสีย จะทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำ ต้องเกิดความเพียงพอ คุ้มค่าปลอดภัย มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะนำไปผลิตน้ำประปา หรือจะนำไปใช้ในกระบวนการผลิต หรือการประกอบกิจการภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม

                ผอ.ไพโรจน์ กล่าวถึงปัญหาน้ำเสียที่ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การใช้น้ำทั้งในภาคชุมชน อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม มีปริมาณน้ำเสียมากที่สุด จุดกำเนิดกระจายอยู่ทั่วประเทศก็คือ น้ำเสียชุมชน ข้อมูลตามรายงานของกรมควบคุมมลพิษปี 2555 ประมาณการไว้ว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำเสียชุมชนรวมทั้งประเทศ อยู่ที่ประมาณวันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ในอีกทางหนึ่ง พบว่า ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ก่อสร้างแล้วอยู่ที่วันละ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้ มีระบบบำบัดน้ำเสียที่อยู่ในสภาพใช้งานได้จริงเพียง 1.28 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น

                ปริมาณน้ำเสียส่วนเกินจากการจัดการนี้ จะถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเข้าสู่ลำน้ำคลองแม่น้ำ และกระจายอยู่ตามลุ่มน้ำ เพื่อรอการบำบัดตามธรรมชาติ หรือปล่อยลงสู่ทะเล ทำให้แหล่งน้ำมีสภาพเสื่อมโทรมขึ้นเป็นลำดับทุกปี หากมองจากข้อมูลคุณภาพของแหล่งน้ำต่างๆ ของประเทศไทย ยังพบต่อไปอีกว่า รายงานของกรมควบคุมมลพิษได้เคยสรุปไว้ว่า ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา (ปี 2539 - 2555) สถานการณ์คุณภาพน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมากในแหล่งน้ำและแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย มีปริมาณต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงข้ามแหล่ง น้ำที่อยู่ในระดับเสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                ผู้อำนวยการ อจน. กล่าวถึงการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากประชาชนว่า มีมานานแล้ว ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่ง ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมถึงบางประเทศในกลุ่มอาเซียน ก็เก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียมานานแล้ว ตามแนวคิด “ผู้ทำให้เกิดมลพิษ จะต้องเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่าย” ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย มีปัญหาในการเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย จนกลายเป็นปัญหา อจน. จึงกำหนดแนวคิดเรื่องนี้ในรูปแบบใหม่ เพื่อการบรรเทาปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษทางน้ำ และเหตุของความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำสำคัญ

                โดยนำเสนอเป็นแนวนโยบายภาครัฐ คือการเชิญชวน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำเสียชุมชนเสียก่อน เริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักถึงความจำเป็นของการจัดการน้ำเสีย และเริ่มให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้ำเสีย ด้วยการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียเพียงส่วนหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือก็จะจัดสรรจากงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้คณะกรรมการกำกับดูแล ต้นทุนของค่าบำบัดน้ำเสีย ในระบบที่รัฐได้ลงทุนไปแล้วอยู่ระหว่าง 3-5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดการน้ำเสียที่แท้จริงก็คือประชาชนและชุมชน จะส่งผลให้สังคมของชุมชนดีขึ้น

                "อย่างไรก็ตาม ผมและพนักงาน อจน. ทุกคน ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นมดงาน เป็นหน่วยงาน ที่ต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องน้ำ อย่างสมศักดิ์ศรี เป็นที่พึ่ง เป็นความมั่นใจของสังคมให้ได้" ผู้อำนวยการ อจน.กล่าวส่งท้าย

               
....................................

('น้ำดีหดหายไป น้ำเสียเพิ่มขึ้น'วอนคนไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ไพโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.))