
ดีปลี ยาดีคู่ปาก ท้อง ไส้ (1)
ดีปลี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper longum L. อยู่ในวงศ์ PIPERACEAE และมีชื่ออื่นๆ คือ ดีปลีเชือก, Indian long pepper, Javanese long pepper
มีลักษณะเป็นไม้เถา มีรากยึดเกาะตามต้นไม้ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกช่อ สีเหลืองนวล ผลสุกสีแดง
ดีปลีเป็นสมุนไพรที่เก่าแก่และสำคัญชนิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ ในคัมภีร์อายุรเวท โดยมีหลักฐานการจดบันทึกมานานกว่า 4,000 ปี มีแหล่งผลิตใหญ่ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย คนไทยในภาคใต้และภาคเหนือนิยมรับประทานดีปลีเป็นเครื่องเทศแทนพริกและพริกไทย ผลสุกนำมาตากแห้งเป็นเครื่องเทศใช้ประกอบอาหารพวกแกงเผ็ด แกงคั่ว ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี ผลแก่นำมาตำน้ำพริกแทนพริกได้ ผลอ่อนใช้กินเป็นผักสด เชื่อกันว่าดีปลีเป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงกำหนัด นอกจากนี้ ยอดอ่อนของดีปลีสามารถใช้ใส่ในข้าวยำ ในบางท้องถิ่นใช้แต่งใส่ในผักดองเช่นเดียวกับพริก ช่วยถนอมอาหารไม่ให้เกิดการบูดเน่า
บางตำรายาไทย กล่าวว่า ดีปลีมีรสเผ็ดร้อนขม บำรุงธาตุไฟ แก้ธาตุไฟหย่อนหรือพิการ รักษาการกำเริบของธาตุน้ำและธาตุลม ดีปลียังเป็นยาแก้เส้นสุมนา (เส้นพลังในตัวคนตามหลักเส้นประธานสิบ) ที่แล่นจากสะดือเข้าไปในอกและกลางลำคอขึ้นไป ซึ่งแสดงว่าดีปลีเป็นสมุนไพรที่ช่วยดูแลท้องและปอด นอกจากนี้ ยังเป็นยากระจายลม ระบายความเจ็บปวด แก้ทางเส้นทางเอ็นได้ดี ดีปลีจึงอยู่ในตำรับยาหลายขนานที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องกระเพาะลำไส้ เช่น อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะมาก ท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งเป็นตัวยาสำคัญในตำรับยาแก้โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น แก้หวัด หอบหืด หลอดลมอักเสบ ไม่นับโรคเรื้อรังอย่าง เช่น ข้ออักเสบ เก๊าต์ ไข้รูมาตอยด์ เป็นต้น
ดีปลีเป็นสมุนไพรที่เป็นญาติสนิทใกล้ชิดกับพริกไทยมาก จนมีการนำดีปลีไปป่นปลอมปนเป็นพริกไทยในยุโรปอยู่ช่วงหนึ่ง แต่หมอยาบอกว่าในทางเครื่องเทศก็พอจะใช้แทนกันได้ แต่ในทางยาไทยนั้น แม้ทั้งดีปลีและพริกไทยจะช่วยธาตุไฟในการย่อยอาหารเหมือนกัน แต่ดีปลีจะดีกว่าในเรื่องลมเบ่งของมดลูก ลมที่ค้างในลำไส้ รวมไปถึงการกำเริบของเสมหะและลมปอด ส่วนพริกไทยจะดีกับลมที่ขับปัสสาวะ
ดีปลีเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพิกัดเบญจกูลในคัมภีร์อายุรเวท และเป็นพิกัดยาที่ใช้กันมากในตำรับยาไทย เป็นยาที่ใช้ประจำธาตุต่างๆ ในร่างกายอันมี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ และใช้แก้ในกองฤดู กองสมุฎฐานต่างๆ อีกด้วย ยาตำรับนี้มียาที่มีรสร้อน 5 อย่าง ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง มีสรรพคุณกระจายกองลมและโลหิต แก้คูถเสมหะ แก้ลมพานไส้ บำรุงกองธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์
ความเป็นมามีอยู่ว่า ตำรับยานี้ได้มาจากพระฤาษี 6 องค์ ฤาษีองค์ที่ 1 ชื่อฤาษีบัพพะตัง บริโภคผลดีปลีระงับอชินโรคได้ (แพ้ของแสลง) องค์ที่ 2 ชื่อฤาษีอุธา บริโภครากช้าพลูระงับเมื่อยขบได้ องค์ที่ 3 ชื่อฤาษีบุพเทวา บริโภคเถาสะค้าน ระงับเสมหะและวาโยได้ องค์ที่ 4 ชื่อฤาษีบุพพรต บริโภคเจตมูลเพลิง ระงับซึ่งโรคอันบังเกิดแต่ดี อันทำให้หนาวและเย็นได้ องค์ที่ 5 ชื่อฤาษีมหิทธิกรรม บริโภคขิงแห้งระงับตรีโทษได้ องค์ที่ 6 ชื่อฤาษีมุรทาธร ประมวลสรรพยาเข้าด้วยกัน ชื่อว่า เบญจกูลเสมอภาค ผู้ใดได้บริโภคแล้ว อาจระงับโรคอันบังเกิดแต่ทวัตติงสาการ (อาการ 32) และบำรุงธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร.0-3721-1289



