
ปศุสัตว์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนม
ทำมาหากิน : ปศุสัตว์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนม เล็งภาคเหนือตอนบนเหมาะสมที่สุด : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ผลจากอาชีพที่มีค่าผลตอบแทนสูงและด้วยสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศมีความเหมาะสมทำให้ปัจจุบันเกษตรกรในเขตภาคเหนือตอนบนหันมาเลี้ยงโคนมมากขึ้นทุกปี จนกลายเป็นแหล่งผลิตน้ำนมคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้กรมปศุสัตว์ จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนในปี 2556-2559 อย่างต่อเนื่อง
นสพ.ไพโรจน์ เฮงแสงชัย ปศุสัตว์เขต 5 ย้อนอดีตในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในภาคเหนือตอนบน โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2508 ด้วยการจัดตั้งโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมไทยที่สถานีบำรุงพันธุ์ห้วยแก้ว จ.เชียงใหม่ ภายใต้ความช่วยเหลือจากประเทศเยอรมนี ต่อมาในปี 2517 กลุ่มเกษตรกรในเขตอ.เมืองเชียงใหม่และอ.สันกำแพง ได้รวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจด้านน้ำนมดิบและนมสด จากนั้นเกษตรกรเริ่มให้ความสนใจในการเลี้ยงโคนมมากขึ้น และได้มีการจัดตั้งสหกรณ์โคนมตามมาอีกหลายสหกรณ์
"สำนักงานปศุสัตว์เขต 5 จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์โคนมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน คือ พัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้เกษตรกร พัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำนมโค ส่งเสริมการบริโภคนมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรโคนมและผลิตภัณฑ์นม มีเป้าหมายให้เกษตรกรสามารถผลิตน้ำนมได้ 14 กก./ตัว/วัน และคุณภาพน้ำนมผ่านเกณฑ์มาตรฐานชั้นดี ไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ลดต้นทุนต่อฟาร์ม สร้างกำไรให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี"
สุวรรณ ปาลี เจ้าของฟาร์มโคนม อยู่ที่ ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมลำพูน จำกัด เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทและทำสวนยาสูบ หลังจากแต่งงานแล้ว จึงเก็บเงินซื้อที่นาจำนวน 4 ไร่ 2 งาน และหันมาเลี้ยงโคนม เนื่องจากในต.ห้วยยาบมีการเลี้ยงโคนมอยู่แล้ว และเห็นเพื่อนบ้านมีรายได้จากการเลี้ยงโคนมที่แน่นอนทุกเดือน โดยในตอนแรกได้ลองเลี้ยงโคเนื้อก่อน ต่อมาจึงทดลองเลี้ยงโคนมดูบ้าง เพราะคิดว่าน่าจะมีรายได้ดีกว่านี้ จึงเริ่มเลี้ยงโคนม 9 ตัว และสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมลำพูน
"ผลจากการเลี้ยงโคนมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เห็นว่าสร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นอย่างดี จึงตัดสินใจยึดเป็นอาชีพ และปัจจุบันได้ขยายการเลี้ยงโคนมเป็น 61 ตัว และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนโคนมให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมั่นใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมที่มีความมั่นคงและแน่นอนในเรื่องของรายได้ และในปีนี้ ฟาร์มแห่งนี้ก็ได้ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้สหกรณ์รายย่อยโดยมีสมาชิกเข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่อง" สุวรรณกล่าว
สุวรรณ เล่าต่อว่า ตอนนี้มีโคนมทั้งหมด 61 ตัว ผลิตน้ำนมได้วันละ 350 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 16.60 บาท/กก. ถ้าส่งขายที่ อ.ส.ค.ในราคา 18 บาท/กก. มีรายได้เฉลี่ยเดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าอาหารสัตว์ ค่าแรงงาน จำนวน 4,000 บาท คงเหลือ 70,000 บาทต่อเดือน ถือว่าพอใจในสิ่งที่ทำอยู่ และภูมิใจในอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดีเด่นด้านการจัดการฟาร์ม และได้รับรางวัลดีเด่นอีกมากมาย เช่น รางวัลคุณภาพน้ำนมดีเด่นมา 8 ปี จากการเลี้ยงโคนมมา 11 ปี คนดีเด่นการมีจิตสำนึกที่ดีด้านอาหารปลอดภัย ฟาร์มโคนมดีเด่นของสำนักงานปศุสัตว์และสำนักสุขอนามัย สำนักงานที่ 5 ในปี 2555 เป็นต้น
นับเป็นอีกก้าวในการส่งเสริมอาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างถูกต้องอย่างมืออาชีพพร้อมทั้งได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
-------------------------
(ทำมาหากิน : ปศุสัตว์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โคนม เล็งภาคเหนือตอนบนเหมาะสมที่สุด : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



