
แห่ชมสุริยุปราคาคึกคักเผย22ก.ค.มีอีกรอบโหรชี้ส่งผลการเมืองวุ่น
คนไทยคึกคักแห่ชมสุริยุปราคาทั่วประเทศ กระทรวงวิทย์ชูสุริยคราสปรากฏการณ์แรกแห่งปี รับปีดาราศาสตร์สากล เผย 22 ก.ค.52 มีอีกรอบ ด้าน "โหรภิญโญ" ชี้ปรากฏการณ์สุริยุปราคาส่งผลให้การเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจมีแต่ทรงกับทรุด การดำรงชีพยากลำบาก ข้าวของแพง เป็นปีแห่งหนี
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 มกราคม ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ประชาชนคนไทยในทุกภูมิภาค โดย น.อ.ฐากูร เกิดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ และประธานจัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล หน้าหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม สภาพท้องฟ้าค่อนข้างเป็นใจ เหมาะสำหรับสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนที่กรุงเทพฯ โดยสภาพท้องฟ้าโปร่ง มีเพียงหมอกแดด ซึ่งทัศนวิสัยเหมาะสมสำหรับดูดวงอาทิตย์
ทั้งนี้บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาลได้ตั้งกล้องดูดาว ทั้งกล้องปืนใหญ่ กล้องสะท้อนแสง กล้องหักเหแสง รวมถึงกล้องดูดาวที่ประกอบขึ้นเอง ทั้งหมดติดตั้งแผ่นกรองแสงเพื่อปกป้องสายตาจากรังสียูวี บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครึ้น โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนในเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์กว่า 10 โรงเรียน ทยอยเข้าร่วมสังเกตการณ์ ร่วมกับนักวิชาการ นักดูดาวอิสระ และผู้ที่สนใจทั่วไป รวมยอดผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานประมาณ 700 คน
ดร.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า กิจกรรมสังเกตสุริยุปราคาที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนพระราม 6 เน้นให้ความสำคัญกับพิธีเปิดปีดาราศาสตร์สากล 2009 พร้อมร่วมชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา ณ บริเวณดาดฟ้า ชั้น 8 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านกล้องดูดาว โซลาร์ สโคป และกล้องสำหรับดูดวงอาทิตย์ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติร่วมให้ความรู้
สุริยุปราคาครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นต้อนรับปีดาราศาสตร์สากล ที่สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ โดยองค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2552 เป็นปีดาราศาสตร์สากล (International Year Of Astronomy 2009) หรือ IYA 2009 ซึ่งครบรอบ 400 ปีที่กาลิโลโอ กาลิเลอี นักดาราศาสตร์ ชาวอิตาลีทดลองใช้กล้องโทรทัศน์ส่องสำรวจท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2152 (ค.ศ.1609)
ในปี 2552 และ 2553 คนไทยมีโอกาสได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาถึง 2 ครั้ง เริ่มเปิดศักราชใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปีกับสุริยุปราคาแบบวงแหวนในวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนจากการคำนวณของนักดาราศาสตร์ได้ประมาณการว่าในวันที่ 26 มกราคม ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนที่บังดวงอาทิตย์เข้าสู่สัมผัสที่ 1 ในเวลาประมาณ 15.53 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 17.58 น.
แต่หากพลาดชมสุริยุปราคาในช่วงต้นปี ก็อย่าพึ่งหมดหวังเพราะในปี 2552 คนไทยมีโอกาสชมสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคม โดยครั้งนี้เป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง ชุดซารอส 136 เกิดขึ้นหลังจากจันทรุปราคาแบบเงามัวเพียง 2 อาทิตย์ โดยมีแนวคราสผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จากนั้นในปี 2553 คนไทยยังมีโอกาสจะได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคากันอีกครั้งในวันที่ 15 มกราคม 2553 ก่อนที่จะเว้นวรรคไปนานถึง 2 ปี โดยกลับมาอีกครั้งในปี 2555 และ 2559
ขณะที่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้จัดกิจกรรมดูสุริยุปราคากันอย่างคึกคัก โดยที่ จ.ลพบุรี มีการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายขนาดต่างๆ จำนวน 17 ตัว ติดแผ่นฟิล์มกรองแสงสำหรับชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ และเรียนรู้การเกิดสุริยุปราคา ณ บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีคณะครูอาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ นำเด็กนักเรียนนักศึกษามารอรับชมกันอย่างคับคั่ง โดยปรากฏการณ์เริ่มต้นสัมผัส เมื่อเวลา 15.55 น. ที่มุมเงย 29 องศา และสามารถเห็นมากที่สุดในเวลา 17.00 น. ซึ่งดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยดวงจันทร์ ร้อยละ 30.5
ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ที่บริเวณวงเวียนภิรมย์รัตน์ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มีนักเรียนนักศึกษาครูอาจารย์และผู้สนใจทั่วไปมารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาผ่านทางกล้องดูดาวซึ่งคณะภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตติดตั้งไว้จำนวน 6 ตัว นอกจากนี้ยังมีแผ่นกรองแสงอาทิตย์อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีการนำแว่นสำหรับการดูสุริยุปราคามาจำหน่ายในราคาอันละ 50 บาทด้วย ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
นายศักดิ์ชาย เพชรช่วย อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า ที่ภูเก็ตอากาศโปร่งและไม่มีเมฆบัง ทำให้สามารถที่จะมองผ่านกล้องดูดาว หรือแว่นที่มีแผ่นกรองแสงได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้การเกิดสุริยุปราคาแบบบางส่วนจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลาประมาณ 07.00-09.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2552
ที่ จ.บุรีรัมย์ นักเรียนโรงเรียนภัทรบพิตร ต.เสม็ด อ.เมือง ที่เฝ้ารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา ที่ทางโรงเรียนได้นำกล้องโทรทัศน์ผ่านแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ 2 ชั้น ต่างก็รู้สึกประทับใจที่ได้ชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว ถึงแม้จะสามารถมองเห็นได้เพียงเสี้ยวด้านล่างซ้าย
ส่วนบรรยากาศการชมสุริยุปราคาที่ จ.เชียงใหม่ ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดเตรียมอุปกรณ์ ทั้งกล้องไฮโดรเจนอัลฟา สำหรับใช้ส่องดูดวงอาทิตย์ และแว่นตา แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ไว้ให้สำหรับผู้สนใจ โดยตั้งแต่เวลา 16.00 น. มีเด็กนักเรียนจากนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้งนักศึกษา มช. ซึ่งส่วนใหญ่ศึกษาอยู่คณะวิทยาศาสตร์ ทยอยเดินทางเข้ามาชมปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยใจระทึกอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ในทางโหราศาสตร์กลับมองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาหลายด้าน โดยนายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า ปรากฏการณ์สุริยุปราคา เมื่อเวลา 14.57 น. วันที่ 26 มกราคม อยู่ในราศีมังกร ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) ในระยะ 12 องศา 31 ลิปดา รัศมีคราส พาดผ่านไปในอาณาเขตของภูมิปาโลฤกษ์ ภพที่ 10 ให้ระมัดระวังเรื่องดิน เกิดแผ่นดินไหว การพังทลายของดิน การสูญเสียที่ดิน ดินแดนอาณาเขต มีปัญหา การค้า การเกษตรกรรม และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โลกธุรกิจถูกก่อกวน เกิดฝนแล้งตามหลัง รัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอับโชค มีคะแนนนิยมตกต่ำลง เพราะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและมีการคอรัปชั่น จะเกิดความยุ่งยากในทางการเมือง วงการทหารมีการเคลื่อนไหว จะมีการขัดขืนต่อต้านหลายครั้ง เหตุการณ์ทางชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบลงง่ายๆ จนกว่าราหู (8) และมฤตยู (0) จะย้ายออกไปจากราศีทางทิศใต้
นายภิญโญ กล่าวอีกว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ (เกิดคราสวันที่ 26 มกราคม ดาวอังคาร (3) ยกเข้าสู่ราศีมังกร ในวันที่ 27 มกราคม ดาวจันทร์ (2) จุดชนวน 29 มกราคม และดาวพฤหัสบดี (5) ดับช่วงปลายเดือนมกราคม) อีกทั้ง ดาวพฤหัสบดี (5) ยังโคจรสวนทางกับราหู(8) ประมาณวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดังนั้นการที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในภพที่ 10 และส่งกระแสถึงดาวจันทร์ (2) ในภพที่ 4 ของดวงเมืองด้วย ทำให้เกิดผลไม่ดีกับการขยายงานของชาติ ในห้วงวันที่ 25 มกราคม-20 กุมภาพันธ์ และ 16 กรกฎาคม-17 สิงหาคม ส่งผลเสียหายสำหรับรัฐบาล การบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ใหญ่บุคคลสำคัญของชาติ ผู้เป็นใหญ่ในวงการศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณ สตรีผู้สูงศักดิ์และบุคคลสำคัญในระดับสูงอันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน จะถึงแก่กรรมหลายคนในปีนี้ นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่ประชาชน และนำความเสียหายมาสู่รัฐบาล จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและผันแปรโดยปัจจุบันทันด่วนในรัฐบาลอย่างชนิดคาดไม่ถึง อีกทั้งยังเกิดอุบัติภัยและภัยธรรมชาติที่รุนแรงในห้วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
ด้านนายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า หลังจากปรากฏการณ์สุริยคราสบางส่วนในประเทศไทยครั้งนี้แล้ว ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะเกิดจันทรุปราคาผ่านเงามัว จากนั้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีให้ได้ชมอีก นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังอยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามบันทึกภาพดาวหางลูลินในช่วงเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ 2552 นี้ด้วย
“ดาวหางลูลิน (C/2007 N3) ถูกค้นพบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2007 ตอนนี้สว่างน้อยมากเกินกว่าที่จะเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะค่อยสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ด้วยตาเปล่าในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ดาวหางลูลินจะเข้าใกล้โลกมากที่สุด” นายวรวิทย์ กล่าวในที่สุด



