
'องค์กรวิจัย'โอดรัฐตัดงบ50%ส่งขีดแข่งขันลด
องค์กรวิจัยโอดรัฐตัดงบ 50% ขีดเส้นตายความสามารถแข่งขันประเทศ ไปไม่ถึงเป้า 0.5% ของจีดีพี คอบช. เกลี่ยงบ 1.5 หมื่นล้านลุยวิจัยมุ่งเป้า แก้ปัญหางานซ้ำซ้อนขึ้นหิ้ง
19ส.ค.2556 เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) จัดประชุมชี้แจงกรอบการวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยเปิดเผยตัวเลขงบประมาณวิจัยของชาติล่าสุด หลังจากที่สภาพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณ และเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า งบประมาณสนับสนุนการวิจัย ในปี 2557 อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท จากภาพรวมที่แต่ละหน่วยงานเสนอของบประมาณผ่านสภา 3-4 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันเอกชนลงทุนวิจัยราว 45% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวน จะทำให้งบประมาณรวมด้านการวิจัยของประเทศอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี ที่ 13 ล้านล้านบาท งบวิจัยจะอยู่ที่ 0.2% ของจีดีพี แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีความก้าวหน้าอยู่ที่ตั้งเป้าไว้
"งบประมาณที่ลดลงกว่า 50% จากเป้าหมายที่วางไว้ 0.5% ของจีดีพี จึงยังไม่เป็นความจริง อีกทั้งสะท้อนให้เห็นภาพว่า ภาคการเมืองยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยอย่างเต็มที่ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง"
ผลกระทบของงบวิจัยที่ถูกตัดอย่างชัดเจน คืองบประมาณวิจัยมุ่งเป้า ด้านความมั่นคงทางอาหาร และการกระจายเพื่อเพิ่มผลผลิต ซึ่งในปี 2556 เคยได้รับงบประมาณ 100 ล้านบาท แต่พอมาปี 2557 กลับไม่ได้รับงบประมาณในส่วนนี้เลย ทำให้หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยค่อนข้างเป็นห่วง
เขายอมรับว่า นักการเมืองมักคิดว่างานวิจัยทำแล้วไม่ได้ประโยชน์กับประเทศ ประโยชน์ที่ได้เป็นของหน่วยงานวิจัยเท่านั้น ซึ่งเป็นคำถามที่วงการวิจัยรู้สึกโต้แย้งอยู่ข้างในมาตลอด
ส่วนประเด็นที่ผลสำเร็จของงานวิจัยไม่ได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด เลขาธิการวช. แจงว่า ขั้นตอนการพิจารณางบประมาณผ่านสภามีตัวเลขที่ชัดเจนในเดือน ต.ค. ซึ่งต้องรอ กระบวนการประกาศ พรบ. งบประมาณ กว่าจะได้เงินมาใช้จริงราวเดือน ม.ค. ซึ่งการที่รัฐบาลต้องการเห็นผลงานที่ชัดเจนในปีถัดไป หน่วยงานในทุนวิจัยจำเป็นต้องปรับแผนจัดสรรคเงินทุนวิจัยล่วงหน้า เพื่อจะได้เห็นภาพงานวิจัยสำเร็จตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะนี้ คอบช. ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานให้ทุนวิจัย 5 ส และ 1 ว. ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สำนักงานพัฒนาวิทนาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้ทำงานรวมกัน เพื่อให้รัฐบาลเป็นภาพงานวิจัยของประเทศอย่างเต็มที่
ภายใต้งบประมาณที่จำกัด สิ่งที่ คอบช. เดินหน้าคือพยายามกำกับให้นักวิจัยทำงานวิจัยที่เป็นความต้องการของประเทศ เช่นงานวิจัยผลผลิตทางการเกษตร ข้าว มันสัมปะหลัง ยางพารา อ้อย น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน งานวิจัยด้านการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ เพื่อตอบสนองการที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน งานวิจัยสุขภาพ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษามีแนวโน้มสูงขึ้น และการวิจัยระบบราง เพื่อรองรับการลงทุนสร้างเส้นทางคมนาคม 2 ล้านล้านบาท
เลขาธิการ วช. ยอมรับว่า การแปรญัติของงบกลางมาเพิ่มเติมในงานวิจัยไม่ง่าย และอาจต้องประเมินและจัดสรรงบประมาณจ่ายเข้าไปในเซคเตอร์สำคัญ เช่น งานวิจัยอาหาร และสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ปลาชนิดใหม่ที่มีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจ ซึ่งยังต้องการเงินทุนวิจัยต่อยอดให้เดินหน้าต่อไดรวมถึงงานวิจัยเพื่อลดความเหลือมล้ำทางสังคม เป็นงานวิจัยเชิงนโยบาย ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ส่วนงานวิจัยระบบราง และสมุนไพรยังคงทำต่อ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม และกำหนดยุทธศาสตร์ทำงานต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลให้เกิดการพัฒนาคน และเศรษฐกิจของประเทศ
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. ยอมรับว่า ที่ผ่านมางานวิจัยของประเทศมีลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ฝ่ายการเมือง มีมุมมองว่างานวิจัยขึ้นหิ้ง ดังนั้นการปฏิรูประบบวิจัย เพื่อการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับนโยบาย แหล่งทุน หน่วยงานทำวิจัย และผู้ใช้ผลงานวิจัยที่ชัดเจน ในลักษณะมุ่งเป้า ซึ่งเชื่อว่าจะนำงานวิจัยไปสู่การใช้จริงโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้เห็นในภาพรวมที่งานวิจัยสามารถช่วยแก้ปัญหาของประเทศไทย คอบช. เป็นนวัตกรรมของการบริหารงานวิจัย ที่มีการทำงานร่วมกัน เพื่อตอบคำถามเรื่องการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในประเด็นที่หน่วยงานวิจัยยังตอบคำถามสังคมไม่ได้ชัด มีการจัดตั้งทุนวิจัยมุ่งเป้า ตัดความซ้ำซ้อน เอามารวมกัน โดยมีซอฟต์แวร์ช่วยบริหารจัดการ ทำให้งานวิจัยเข้มแข็งขึ้น
"งานวิจัยที่เคยซ้ำซ้อน จะถูกกำจัดออกไป และโฟกัสงานให้ชัดเจนในการให้ทุน ก่อให้เกิด Higher Impact กับวงการวิจัย ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการให้ทุนมุ่งเป้า ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสนใจและหันมาสนับสนุนงานวิจัยมากขึ้น"
ในส่วนของ สกว. ได้รับมอบหมาย จาก คอบช. ให้จัดสรรทุนวิจัยด้านโลจิสติกส์ และยางพารา พร้อมทั้งจัดทำยุทธศาสตร์ในก้าวต่อไป โดยมองประเด็นการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การแข่งขัน Competitive Growth ของประเทศเป็นหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง Middle income trap การเจริญเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนา Incursive Growth และ Green Growth เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้เป็นโจทย์สนับสนุนทุนวิจัย
ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล รักษาการรองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่างบประมาณวิจัยที่ สวทช. ได้รับในปี 2557 ลดลงจากเดิม 900 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนถูก จัดสรรไว้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดย สวทช. ได้เตรียมประสานกับรองนายกสุรพงษ์ ถึงความจำเป็นของงานวิจัยเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยนำเสนอโครงการวิจัยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อของบประมาณเพิ่ม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ
"ในแต่ละปี สวทช. มีการทบทวนโครงการงานวิจัยที่ต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งผลพวงของการตัดงบประมาณ ทำให้ต้องแปรโครงการที่ได้เซ็นสัญญาไปแล้ว พิจารณาเป็นรายโครงในส่วนที่สามารถชะลอการใช้เงินได้ โดยที่ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน"
นอกจากนี้ ได้ใช้วิธีรวบรวมโครงการที่มีงบประมาณสนับสนุน แต่ไม่ได้อยู่ในงบของสวทช. เช่นงบของหน่วยงานภายในกระทรวงหรือภายนอกกระทรวง เพื่อแสวงหาความร่วมมือมากขึ้น ทั้งจากแหล่งทุนและมหาวิทยาลัย
ดร.ทวีศักดิ์ บอกว่า สวทช. รับงานบริหารงานวิจัยใน 2 เรื่อง จาก คอบช. คือ งานวิจัยมันสัมปะหลัง และงานวิจัยระบบราง ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศ การที่หน่วยงานให้ทุนวิจัยหันมาทำงานร่วมกันมากขึ้นทำให้ภาพของงานวิจัยชัดขึ้น ปัญหางานวิจัยซ้ำซ้อนลดลง เพราะทุกหน่วยงานใช้แผนวิจัยฉบับเดียวกัน เช่นแผนงานวิจัยข้าวของ สวทช. และ สวก. ที่ได้ถูกโอนเข้าด้วยกัน
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า งบวิจัยของประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.5% ของจีดีพีได้ ต้องขึ้นอยู่กับว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกนำไปใช้แก้ปัญหาของประเทศ เพิ่มเติมจากการให้งบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะหากไม่สนใจนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ งานวิจัยก็จะเกิดปัญหาและอุปสรรค ถ้ายุทธศาสตร์ของชาติหนุนใช้งานวิจัยของไทยไปสู่ภาคสังคมและอุตสาหกรรม ระบบงานวิจัยก็จะเดินหน้าต่อได้
"ยิ่งลักษณ์"เผยนักวิจัยไทยมีแค่7ต่อ10,000คน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “Thailand Innovation Forum : R&D to Commercialization” ในหัวข้อ “การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมุมมองจากภาครัฐและมาตรการส่งเสริมภาคเอกชน” ณ ห้องประชุม Crystal Ballroom ชั้น 2 อาคาร Crystal Design Center (CDC) เรียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งเป็นงานฉลอง 100 ปี กลุ่มบริษัทเอสซีจี
นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า แนวทางการบริหารประเทศ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า จะพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีสิทธิประโยชน์ต่างๆเพื่อจูงใจให้อกชนจัดสรรทุนวิจัยเพื่อเร่งการพัฒนาควบคู่กับภาครัฐ และทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาที่ทำงานร่วมกับเอกชน ประสานงานให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยจะมีการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะปัจจุบันเรามีนักวิจัย 7 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่มาตรฐานโลกมีนักวิจัย 15 คน ต่อประชากร1หมื่นคน ดังนั้นรัฐบาลต้องเสริมการสนับสนุนทั้งบุคลากรอุปกรณ์และเครื่องมือ เวทีการผลักดันวิจัยเชิงพาณิชย์มากขึ้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้มีอุปกรณ์ทดลอง ซึ่งรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับเอกชน หวังว่าความร่วมมือจะจุดประกายที่จะร่วมกันในการสร้างรากฐานที่สำคัญของประเทศ



