
หนองคาย แล ลาว มิตรภาพสองแผ่นดิน
หนองคาย แล ลาว มิตรภาพสองแผ่นดิน : คอลัมน์ชวนเที่ยว
แว่วเสียงเพลง "สองฝั่งของ" ที่ประพันธ์โดยครูเพลงชาวลาว "สุลิวัต" หรือ “จำปา ลัดตะนะสะหวัน” เจ้าของบทเพลง กุหลาบปากซัน อันโด่งดัง
ระหว่างที่รถบัสนำเราเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 จากด่านท่านาแล้ง จังหวัดหนองคาย ที่ต้องบอกว่าแห่งที่ 1 ก็เพราะตอนนี้เรามีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวถึง 3 แห่งแล้วนั่นเอง แต่แม้สะพานแห่งแรกนี้ หน้าตายังเดิมๆ ไม่ได้ตกแต่งมากมายอะไร แต่ก็เป็นเส้นทางที่คับคั่งเส้นหนึ่ง ที่เชื่อมฝั่งไทยไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ฝั่งลาว และเป็นสะพานที่ให้รถจักรยานยนต์ผ่านได้
ลืมบอกไป ฉันไม่ได้นั่งรถบัสไปจากกรุงเทพหรอก ฉันขึ้นนกแอร์จากดอนเมืองไปลงที่สนามบินอุดรธานี ซึ่งเดี๋ยวนี้นกแอร์เขาเพิ่มเที่ยวบินไปอุดรฯวันละ 6 เที่ยวบิน หรือถ้ามาจากทางเหนือ จากเชียงใหม่ก็มีเที่ยวบินมาลงที่อุดรฯวันละ 3 เที่ยว เห็นมั๊ยสะดวกจะตายไป
จากสนามบินอุดรธานี รถบัสรับหน้าที่พาเราตะเวนไปหนองคาย และเวียงจันทน์ จากอุดรฯไปถึงชายแดนก็ราวๆ 50 กม. ทำเรื่องผ่านด่านเสร็จสรรพ อ้อ ถ้าไปแค่วันสองวัน ขอเป็นบอร์ดเดอร์พาส หรือบัตรผ่านแดนชั่วคราวก็สะดวก แต่ถ้าไปนานกว่านั้นติดพาสปอร์ตไปสะดวกสุด อ้อที่จุดผ่านแดนนี้ ต้องแวะรับไกด์สาวชาวลาวติดรถไปด้วย ตามกฏของทางการลาว ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่อธิบายทุกเรื่อง แม้แต่คำพูดในภาษาลาว ที่บางทีเราฟังก็ขำขำ
อ้อ ... ข้ามฝั่งมาก็ต้องเปลี่ยนนิสัยการขับรถใหม่ แต่ฉันว่านักขับรถช้าที่ชอบชิดขวาเมืองไทยน่าจะชอบ เพราะฝั่งลาวต้องขับชิดขวา และห้ามเร็วคือขับได้แค่ 50-60 กม./ชม. ถึงเวียงจันทน์ก็แวะสำราญกันที่ร้านกาแฟ อู้ฟู่ทีเดียว ร้านโจมา สั่งกันที่เป็นหมื่นเป็นแสนกีบทีเดียว แต่ถ้าคิดเป็นเงินบาทก็พอจะรู้ว่า ราคาสูสีกันกับบ้านเรา ค่าเงินคิดง่ายๆ 250 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือ 1,000 เท่ากับ 4 บาท
ร้านโจมา มีหลายสาขา เจ้าของเป็นชาวสแกนดิเนเวีย แต่พิเศษตรงที่เขาตั้งเป็นข้อกำหนดไว้เลยว่า ร้านจะบริจาคเงิน 2 % จากยอดขายคืนสู่ประชาชนและโลก โดยผ่านองค์กรต่างๆ ในลาวและเวียดนาม อีกทั้งยังประกาศตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้กาแฟออร์แกนิก รวมทั้งสนับสนุนคนและเศรษฐกิจท้องถิ่น
แค่แวะจิบกาแฟทำให้ได้ความรู้ของการทำธุรกิจเพื่อคนท้องถิ่น แล้วยังได้เห็นภาพคนลาวรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่แค่กับบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ มือถือ แท็บเล็ต ไอแพด แทบจะเป็นของคู่กายเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังยึดถือปฏิบัติคือการนุ่งซิ่น ทั้งแต่เด็กนักเรียน ยันผู้ใหญ่
ท้องอิ่ม ก็ออกเดินทางกันต่อ ถึง ประตูชัย ที่ว่ากันว่า ใครไปเวียงจันทน์ก็ต้องผ่านที่นี่ ข้างๆ กันเป็นที่ทำการรัฐบาล และย่านแถวๆ นี้ ก็จะเป็นที่ตั้งของกระทรวงต่างๆ หน่วยงานราชการของลาวด้วย
ประตูชัย หรืออีกนัย คือ รันเวย์แนวตั้ง เพราะที่มาของอิฐ หินปูนทราย ที่เอามาสร้าง เป็นวัสดุที่อเมริกาเตรียมสร้างสนามบินในเวียงจันทน์เพื่อใช้เป็นฐานในการทำสงคราม แต่ยังไม่ทันได้สร้างรัฐบาลรู้ก่อน ประจวบกับที่อเมริกาแพ้สงคราม ก็เลยขอวัสดุเหล่านั้นมาสร้างอนุสาวรีย์ เป็นประตูชัย ในปี 2505 ใช้เงินทุนขณะนั้นถึง 60 ล้านกีบ (1ดอลล์ =30 กีบ) อนุสาวรีย์แห่งนี้ รูปร่างหน้าตา คล้ายกับประตูชัยของฝรั่งเศส หากแต่ยังมีกลิ่นอายของล้านช้างเคลือบอยู่ ทั้งซุ้มเหนือประตูชัย และลวดลายที่ใช้ตกแต่ง
ตัวประตูชัยมีความสูง 49 เมตร บันไดขึ้นไปด้านบน 147 ขั้น ซึ่งถ้าขึ้นไปแล้วมองลงมา คนละฝั่งกับลานจอดรถ มองเผินๆ จะนึกว่าเป็นฌอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีสซะอีก แถมถ้าอากาศดีๆ ก็มองถึงหนองคายได้ซะอีก
จากประตูชัย เดินทางไปไม่ไกลก็ถึง พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ หรือพระเจดีย์โลกะจุฬามณี เพระเจดีย์สีทองสุกอร่ามองค์ใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ว่ากันว่าใช้เวลาก่อสร้างเป็นพันปีเช่นเดียวกับพระธาตุพนมในฝั่งไทย แต่ละด้านยาว 91.75 เมตร แต่ที่นี่มีเวลาพักเที่ยงนะ ไปช่วงนั้นก็ต้องรอบ่ายโมงถึงจะเปิดประตูให้เข้าไปนมัสการองค์พระธาตุได้ แต่บริเวณรอบนอกเดินชมได้ตลอด ด้านหนึ่งของพระธาตุหลวงเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านช้าง ไม่ไกลกันเป็นธรรมสภา ที่ได้เงินช่วยเหลือในการก่อสร้างจากหลวงพ่อคูณแห่งวัดบ้านไร่ของไทยนี่เอง ไม่ไกลกันเป็นวัดธาตุหลวงเหนือที่มีลวดลายแกะสลักเหนือบานประตูงดงามนัก ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดธาตุหลวงใต้ซึ่งประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่กลางแจ้ง
เดินชมโดยรอบจนอิ่มเอมถึงได้กลับที่พัก ค่ำคืนนี้ ออกตะเวนราตรีชมนครหลวงของลาว ถึงได้รู้ว่า ถ้าเป็นผับแสงสีล่ะก็ต้อง 3 ทุ่มขึ้นไปถึงจะคึกคัก แล้วเที่ยงคืนทุกคนก็กลับบ้าน แล้ววันที่คนออกเที่ยวกับเยอะๆ ก็คือ เสาร์-อาทิตย์ เสียงเพลงที่ได้ยินก็คุ้นหู ไม่เพลงสากลก็เพลงไทย ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เมืองไทยนี่เอง
เช้ารุ่งขึ้นก่อนกลับหนองคาย แวะไป พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว ที่ว่าเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนที่จะถูกอัญเชิญมาที่กรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑ์นี้สร้างสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ปัจจุบันเป็นสถานที่เก็บรวบรวมข้าวของพระราชวังหลวง ภายในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด บริเวณโดยรอบมีพระพุทธรูปปางสมาธิ รายล้อม แต่ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นพระพักตร์ต่างๆ กันไป แถมบางองค์ถ่ายรูปมาแล้วจะเห็นเนื้อองค์เป็นสีออกเขียวๆ บางองค์พักตร์เปื้อนยิ้ม อีกวัดสำคัญได้ชขื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุด คือ วัดสีสะเกด มีอายุถึง 492 ปีมาแล้ว ที่โดดเด่นและแตกต่างจากวัดอื่นๆ ก็คือ ที่นี่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลบอกว่า มีถึง 10,136 องค์ ทั้งในโบสถ์ที่ห้ามถ่ายรูป และบริเวณศาลารอบโบสถ์
มีเวลาก่อนข้ามฝั่งแวะซื้อของที่ตลาดเช้า แต่เปิดทั้งวัน ที่นี่มีอาคารถึง 5 แห่ง สินค้ามีหลากหลาย ตั้งแต่ของกินของใช้ ไปจนถึงทองคำและเครื่องดงินที่ขึ้นชื่อ ข้ามกลับฝั่งไทย ถึงหนองคาย มีเวลาเหลือๆ แวะวัดโพธิชัย เมื่อก่อนชื่อวัดผีผิว เนื่องจากผีดุ แต่ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง ที่มีหลวงพ่อพระใสประดิษฐานอยู่ และมีประวัติเกี่ยวเนื่องกับลาว โดยแต่เดิมนั้นหลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปอยู่คู่กับ พระสุก พระเสริม ที่อาณาจักรล้านช้าง ก่อนจะถูกอัญเชิญไปที่เมืองเวียงคำ และเวียงจันทน์
ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบัญชาให้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามมายังสยามประเทศ แต่ล่องแพมาตามลำน้ำงึม เกิดพายุ แพแตกพระสุกได้แหกแพจมน้ำอยู่บริเวณที่เรียกว่า เวินสุก ส่วนพระเสริมและพระใส อัญเชิญถึงประเทศไทย โดยพระเสริมนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร ส่วนพระใส อยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก และที่วัดนี้ ยังมีเก็บชิ้นส่วนที่เชื่อว่าเป็นส่วนครีบ ของพญานาค ที่ชาวบ้านนำมามอบให้วัด ไว้ให้คนทั่วไปได้ชมกันด้วย
แม้สภาวะแวดล้อม ภูมิประเทศ การเมือง การประเทศ จะแบ่งไทย-ลาว ออกจากกัน แต่ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันกันมานาน ยากที่จะแบ่งมิตรภาพที่มีต่อกันไปได้
............................
(หนองคาย แล ลาว มิตรภาพสองแผ่นดิน : คอลัมน์ชวนเที่ยว)



