ไลฟ์สไตล์

"น้ำหนัก" ตัวการให้ "ดราฟ" ใส่นวม

"น้ำหนัก" ตัวการให้ "ดราฟ" ใส่นวม

13 มิ.ย. 2552

ถ้าใครที่ส่องกระจก แล้วเห็นรูปร่างของตัวเองอวบอั๋นขึ้นมา เป็นต้องเกิดแรงบันดาลใจให้หยิบกระเป๋าและชุดวอร์ม ก้าวเท้าเข้าฟิตเนสชื่อดังเพื่อทำให้ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นแน่ แต่ฟิตเนสเหล่านั้นคงไม่ใช่ทางเลือกของหนุ่มมาดเข้ม "ดราฟ" ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่ง

  ว่าแต่ลีลาในการออกหมัดของหนุ่มคนนี้จะหนักหน่วงขนาดไหนกันน้า...ดราฟเลยเชื้อเชิญทีมงาน "คม ชัด ลึก" ให้มาพิสูจน์กันที่ ค่ายมวยมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ทันที และวินาทีแรกที่เราก้าวเข้าไปยังมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็ได้พบกับเวทีมวยขนาดมาตรฐาน และนาทีนั้นเองที่เราเห็นหนุ่มร่างบึกบึน ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงวอร์มขายาวสีดำ รองเท้าผ้าใบ กำลังพันมือด้วยผ้ายืดก่อนจะใส่นวม

 หนุ่มดราฟยิ้มแป้น ก่อนจะเชิญชวนให้เราดูค่ายมวยของมหาวิทยาลัยที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วเล่าให้ฟังถึงความชอบในกีฬาประเภทนี้ว่า เป็นกีฬาที่ฝังใจเพราะเคยทำให้ชีวิตเปลี่ยน ด้วยช่วงเรียนอยู่มัธยมต้นอายุประมาณ 15 ปี เป็นคนเจ้าเนื้อน้ำหนักมากถึง 130 กิโลกรัม จึงพยายามหากีฬาที่จะช่วยรีดน้ำหนัก จึงเล่นกีฬาของผู้ชายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล กอล์ฟ ยูโด ยิงปืน จนเริ่มมาฝึกชกมวยเพียง 3 เดือน น้ำหนักลดเหลือ 70 กิโลกรัม เลยทำให้รักการชกมวยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 "ตอนที่น้ำหนักเยอะ คุณแม่ทำฟิตเนสที่บ้านให้ แต่ใช้ได้อาทิตย์เดียวเลิกเลย เพราะผู้ชายอะเนอะ เวลาเล่นแล้วก็ชอบเอาผ้าเช็ดตัวไปแขวนไว้ (หัวเราะ) แล้วช่วงนั้นคุณอาผมเป็นครูฝึก อยู่ที่กรมสารวัตรทหารก็เลยไปฝึกกับคุณอา เคยขึ้นชกร่วมกับทหารที่อยู่ในนั้น คือ คุณแม่ท่านสั่งห้ามไม่อนุญาตให้ผมขึ้นชกแบบแข่งขันเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบกับสมอง ทั้งใจผมและคุณอาที่ฝึกให้ก็อยากจะให้ผมลงแข่ง แต่ก็ไม่กล้าขัดคุณแม่กันทั้งคู่ 

 พอฝึกไปเรื่อยๆ ผมก็รักกีฬาชนิดนี้เลย นอกจากจะเป็นกีฬาที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพ เป็นศิลปะป้องกันตัว หรือสามารถป้องกันดูแลคนที่เรารักได้ด้วย แล้วมวยเป็นกีฬาที่ต้องมีความรับผิดชอบมาก อู้ไม่ได้ ถ้าอู้เมื่อไรจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองเลย เพราะตอนที่ชกจะเจ็บตัวมาก ใครไม่โดนจริงๆ ไม่รู้หรอก" รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาแจกแจง

 เมื่อพันผ้ายืดทั้งสองมือเสร็จเรียบร้อย ดราฟไม่รอช้ารีบฟุตเวิร์คโชว์สเต็ปการชกลมทันที เพียงไม่กี่นาทีสีหน้าของพ่อหนุ่มก็มีเลือดฝาดฉายออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน อุ่นเครื่องร่างกายเรียบร้อยน้องๆ ในค่ายก็มาช่วยใส่นวมสีแดงให้ดราฟอย่างกระชับมือ พร้อมกับคุยเสียงใสว่า เมื่อก่อนมักจะคิดเสมอว่านักมวยคือนักเลง แต่ความเป็นจริงแล้วนักมวยเป็นคนที่เรียบร้อยมาก จะปล่อยหมัดเฉพาะในสังเวียน หรือยามต้องป้องกันตัวเท่านั้น

 "ตั้งแต่ผมเป็นมวย สิ่งแรกที่ผมได้รู้จักคือวินัย ต้องเป็นคนที่มีวินัยสูงมาก ต้องควบคุมและดูแลตัวเองตลอดเวลา เพราะถ้าพลาดนิดเดียวการชกครั้งนั้นอาจจะมีปัญหาได้ นอกเหนือจากนั้นยังเหมือนเป็นการฝึกจิตใจ ต้องเข้มแข็ง มั่นคง นิ่งพอสมควร กล้าที่จะตัดสินใจ และสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ไหน" หนุ่มมือนวมเอื้อนเอ่ย

 ก่อนจะขึ้นเวทีมวย แล้วออกแรงชกเป้าล่อกับ "โค้ชน้ำหวาน" สุเทพ ตู้ประดับ โค้ชประจำค่ายมวยแห่งนี้อย่างจริงจัง นาทีนี้เองที่เราได้เห็นเรี่ยวแรงหมัดทั้งซ้ายและขวาของเขาอย่างเต็มตา ชนิดที่ว่าถ้าพลาดโดนสอยเข้าไปสักนิดล่ะก็ เป็นอันสลบเหมือด...

 ซ้อมชกพอได้เหงื่อชุ่มกาย ดราฟก็ขอพักเหนื่อยข้างสนาม เราเลยเปลี่ยนมาคุยเรื่องงานของเจ้าตัว ซึ่งทั้งสองตำแหน่งที่เขารับผิดชอบเนื้องาน ดูจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งหนุ่มดราฟบอกว่า ในความแตกต่างก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ ทำเพื่อเยาวชนและสังคม

 "ครั้งแรกขัดแย้งกันมาก อย่างงานที่มหาวิทยาลัย จะเน้นให้ความรู้ความเข้าใจกับนักศึกษาเป็นหลัก ส่วน งานของคุณพ่อต้องไม่มีคำว่าพลาดและทำไม่ได้ เพราะงานทุกชิ้นเป็นงานระดับชาติ เมื่อมีบัญชามาจากคุณพ่อต้องทำได้หมด เครียดนะ แต่ทุกอย่างต้องเนี้ยบและเป๊ะ การทำงานในมหาวิทยาลัยเหนื่อยกว่าแต่มีความสุข แล้วผมเป็นคนมีความเป็นธรรมสูง เมื่อทำงานให้คุณแม่แล้วก็ต้องทำให้คุณพ่อด้วย (หัวเราะ) อย่างถ้าวันไหนผมไปทำงานกับคุณพ่อ บ้านผมอยู่ไกลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ช่วงเวลานี้คุณพ่อก็จะสอนเรื่องการทำงานให้ผมไปด้วย เรียกว่าเป็นครูที่ดีให้ผมทุกวันจนถึงที่ทำงาน ส่วนงานที่ทำกับคุณแม่ก็จะจัดตารางเวลามาช่วย ถึงผมจะทำงานเกือบ 7 วัน ผมก็ยังหาเวลามาซ้อมมวยตอนเย็นๆ เพื่อสุขภาพของตัวเองอยู่ดี" ดราฟ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง... "ศรีพร เหล่าวณิชยา"
ภาพ.. "นัทพล ทิพย์วาทีอมร"