
'ทำนาขั้นบันได'สนอง'คนอยู่กับป่า'
ทำมาหากิน : แปลงที่ลาดชัน 'ทำนาขั้นบันได' สนอง 'คนอยู่กับป่า' อย่างยั่งยืน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
ด้วยสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยขุนเขาและพื้นที่ลาดชัน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนบ้านน้ำรีพัฒนาและอีกหลายชุมชนในต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ต้องบุกรุกทำลายผืนป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพดและพืชไร่หาเลี้ยงชีพไปวันๆ กระทั่งปี 2546 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สนองแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูง ลดการใช้พื้นที่ป่าเพื่อแสวงหาวิธีปลูกข้าวแบบใหม่ โดยวิธีการ "ทำนาขั้นบันได" เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ภายใต้แนวคิด "คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน"
"เราจะเน้นให้ชาวบ้านคิดเอง ทำเอง ส่วนภาครัฐจะเข้าไปเติมเต็มส่วนที่ขาด ให้ความรู้ เพื่อหาต้นแบบที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าในพื้นที่ป่าต้นน้ำ รูปแบบการพัฒนาเกษตรที่สูงภูพยัคฆ์นั้น ไม่ใช่แค่ขุดนาขั้นบันไดอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการสร้างบ่อกักเก็บน้ำ ฝาย การปลูกถั่วเหลืองและการเลี้ยงสัตว์ด้วย"
นครินทร์ ชมภู นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินน่าน ซึ่งรับผิดชอบงานพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ บ้านน้ำรีพัฒนา ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ให้ข้อมูลระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการทำนาแบบขั้นบันไดของชาวบ้านน้ำรีพัฒนา โดยมีเป้าหมายหลักสำคัญเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแต่เดิมนั้นการให้ผลผลิตข้าวเปลือกต่อไร่อยู่ที่ 10-15 ถัง แต่หลังจากใช้วิธีทำนาแบบขั้นบันไดทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 50-60 ถังต่อไร่
เขาเผยต่อว่าการทำนาแบบขั้นบันไดนั้นถือเป็นอีกวิธีในการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่สูง ซึ่งใช้ได้ดีในพื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ 5-30 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีการตัดดินตอนบนแล้วทิ้งดินลงพื้นที่ตอนล่างทำให้พื้นที่มีลักษณะราบ ทำติดต่อกันเป็นขั้นบันไดใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าวนาน้ำขัง ข้าวไร่และพืชผัก ซึ่งปัจจุบันภูพยัคฆ์ถือเป็นต้นแบบของการทำนาขั้นบันไดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในพื้นที่ภาคเหนือ
"สำหรับการทำนาขั้นบันได เราจะกำหนดให้ใช้พื้นที่ 1 คนต่อ 1 ไร่ เฉพาะในชุมชนบ้านน้ำรีพัฒนามีที่นาทั้งสิ้น 402 ไร่ มีเกษตรกร 121 ครัวเรือน ผลผลิตข้าวที่ได้ 1.2 หมื่นถัง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค ถ้าจะได้พอจะต้องได้ 3.3 หมื่นถังต่อปี ซึ่งการทำนาขั้นบันไดที่นี่จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือนาริมห้วยกับนาไหล่เขา ซึ่งทั้งสองทำเลผลผลิตและการจัดการจะต่างกัน โดยนาริมห้วยผลผลิตอยู่ที่ 45-50 ถัง/ไร่ ส่วนนาไหล่เขาได้ผลผลิตเฉลี่ย 30ถัง/ไร่"
นักวิชาการเกษตรคนเดิมยังระบุอีกว่า สำหรับการพัฒนาพื้นที่สูงภูพยัคฆ์นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยจะมุ่งเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรวิธีใหม่ ลดการใช้สารเคมี จนถึงขั้นเป็นไม่มีการใช้เลย ประการต่อมาการใช้พื้นที่การเกษตรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้เกษตรกรใช้พื้นที่น้อย แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงและประการสุดท้ายเรื่องปากท้องของคนในชุมชนโดยเฉพาะข้าวจะต้องมีเพียงพอมีข้าวบริโภคได้ตลอดทั้งปี ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นเป็นลำดับ
"ที่นี่เราไม่ได้ให้ชาวบ้านทำนาขั้นบันไดหรือปลูกข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมปลูกกาแฟและการแปรรูป ปลูกหม่อนทานผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อน เช่นน้ำมัลเบอร์รี่ ตลอดจนการปลูกผักปลอดสารพิษส่งให้โครงการหลวงที่โครงการภูพยัคฆ์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้" นครินทร์กล่าว
วิธีการทำนาขั้นบันไดในโครงการพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ นับเป็นอีกก้าวในการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงที่กรมพัฒนาที่ดินพยายามเนรมิตให้เป็นโครงการนำร่องต้นแบบตามหลักวิชาการให้กับพื้นที่สูงอื่นๆ ต่อไป
-------------------------
(ทำมาหากิน : แปลงที่ลาดชัน 'ทำนาขั้นบันได' สนอง 'คนอยู่กับป่า' อย่างยั่งยืน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



