
ดัน'ไทยศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์'
ดัน'ไทยศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์' ฤๅ...ความฝันที่รอวันล่มสลาย? : โดย...ดลมนัส กาเจ
การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2555 และจะสิ้นสุดในปี 2559 หลังจากที่ดำเนินการในระยะที่ 1 (ปี 2550-2554) มาแล้ว โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มบทบาทในการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์พืชของไทย พร้อมเครื่องหมายการค้าที่เป็นแบรนด์ของไทย เพื่อช่วยยกระดับมูลค่าการส่งออกและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
หลังสิ้นสุดการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ด้านเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทยในระยะที่ 1 ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชควบคุมในปี 2554 มีทั้งหมด 37 ชนิด จำนวน 24,694 ตัน มูลค่า 3,854 ล้านบาท มีการสร้างงานในภาคการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชกว่า 5 หมื่นคน ขณะที่การนำเข้าเมล็ดพันธุ์ในปีเดียวกัน 3,345 ตัน มูลค่า 592 ล้านบาท (ดร.อนันต์ ดาโลดม ระบุในที่ประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 51 เมื่อ ก.พ.2556) ขณะที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ในปี 2559
จากความหลากหลายด้านพันธุ์พืชของไทยนั่นเอง ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างตั้งความหวังว่า แผนยุทธศาสตร์ด้านเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทยจะนำไปสู่การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ หรือซีดฮับ (Seed Hup) แต่กระนั้น ในมุมมองของนักวิชาการ และภาคเอกชนอีกส่วนหนึ่ง มองว่า การที่จะให้ไทยเป็นซีดฮับไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และอาจเป็นเพียงความฝัน ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เปิดใจกว้างยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ และยังไม่ยอมแก้ไขกฎหมาย
บนเวทีแถลงข่าวของตัวส่วนต่างๆ เรื่อง "การเป็น Seed Hup ของประเทศไทยและพืชเทคโนโลยีชีวภาพ (พืชจีเอ็มโอ)" จัดโดยสมาคมเทคโนโลยีสัมพันธ์และสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ที่อาคารเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า วงการเกษตรต้องมองไป 20 ปีข้างหน้าว่า ภาคการเกษตรและอาหารของโลกจะเป็นอย่างไร จะได้วางแผนล่วงหน้า เพราะถึงวันหนึ่งต้องเลือกว่า จะเอารัฐบาลหรือจะเอาเกษตรกร หากรัฐบาลไม่ยอมรับเรื่องที่ดีกว่า ปล่อยให้เกษตรกรไม่เก่ง เพราะถูกจำกัด รัฐบาลต้องออกไป ส่งคมต้องเลือกเกษตรกร
"ตอนนี้โลกพูดถึงประเทศทั้งหลายจะเข้าสู่ระบบการลงทุนที่ไม่จำกัด หากเราปิดกั้นในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ประเทศเพื่อนบ้านเปิดเสรี ต่อไปญี่ปุ่นอาจไปลงทุนด้านการเกษตรที่กัมพูชา ประเทศตะวันออกกลาง ยุโรป ไปลงทุนที่แอฟริกา ทำให้เขามีผลผลิตอาหารเป็นของเขาเอง ต่อไปเราสู้เขาไม่ได้ อย่างข้าวโพดอาหารสัตว์เราผลิตไร่ละ 600 ตันต่อไร่ แต่ต่างประเทศปลูกข้าวโพดบีที มีผลผลิตไร่ละเป็นพันตันไปแล้ว สุดท้ายเราต้องนำเข้า เพราะวงการเลี้ยงสัตว์ต้องเพิ่ม ทางรอดของเราคือ ต้องให้ต้นทุนต่ำ ผลผลิตต้องสูง ถ้ายังปฏิเสธเทคโนโลยีที่ดีกว่า ผมว่าต่อไปเราเจอกันที่แอฟริกาครับ" นายพรศิลป์ กล่าว
ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมเทคโนโลยีสัมพันธ์ กล่าวว่า ดูเป้าหมายที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์นั้น ก็หนักใจ เพราะทั่วโลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเมล็ดพันธุ์ไกลแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีภาพ หรือพืชจีเอ็มโอ รอบบ้านเรามีการอนุญาตให้เกษตรกรปลูก ไม่ว่าจะเป็นพม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ไทยไม่อนุญาต แต่นำเข้าทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ ถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา บราซีล อาร์เจนตินา มานานแล้ว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องทบทวนในเรื่องนี้ หากเปิดการค้าเสรีการค้าในยุคเออีซี พืชจีเอ็มโอจากเพื่อนบ้านต้องทะลักเข้าประเทศไทยแน่นอน ทั้งที่บ้านเราเคยทดลองและได้ผลมาแล้ว อย่างปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ กำแพงแสน ก็ทดลองในแปลงทดลองเท่านั้น
สอดคล้องกับข้อมูลของ ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ระบุว่า นโยบายของไทยห้ามมีการพัฒนาวิจัยพืชจีเอ็มโอในระดับแปลงนา แต่นำเข้าถั่วเหลืองรวมแล้วเกือบ 5 ล้านตัน เป็นกากถั่วเหลือง 2 ล้านตัน และเมล็ดถั่วเหลืองอีกราว 2.8 ล้านตัน มูลค่าถึง 7 หมื่นล้านบาท เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มกว่า 80% ทั้งที่ในอดีตไทยปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ แต่ตอนนี้เหลือหลักหมื่นไร่ อย่างข้าวโพด และข้าว ในอดีตเวียดนามนำเข้าจากไทย แต่วันนี้เวียดนามปลูกข้าวส่งออกไปแล้ว
"เมื่อปี 2538 เราถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แต่ตอนนี้เราผลิตข้าวโพดไม่เพียงพอต่อความต้องการผลิตอาหารสัตว์ เกิดมาจากการปฏิรูประบบราชการปี 2547 ที่ล่มสลาย มีการแยกกรม ตอนนี้นักปรับปรุงเมล็ดพันธุ์หายไปเรื่อยๆ เพราะงบประมาณมีน้อยมาก ทั้งที่บ้านเรามีความหลากหลายทางเมล็ดพันธุ์พืช มีเกษตรกรและนักวิจัยที่เก่ง แต่นโบบายของรัฐไม่เอื้อ ฉะนั้นการที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ ต้องให้ความสำคัญงานวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และรัฐต้องแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค อาทิ พ.ร.บ.กักพืช .ศ. 2507, พ.ร.บ.พันธุ์พืช และ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ด้วย" ดร.อนันต์ กล่าว
ด้าน นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส นายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ต้องตอบโจทย์ขององค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ ที่ตั้งคำถามว่า "เราสามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับโลกคนในโลกใบนี้หรือไม่?"
คำตอบว่าได้ แต่ได้อย่างไร เพราะอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9,100 ล้านคน และถึงเวลานั้นคนเหล่านี้ต้องแย่งที่อยู่อาศัย ต้องแย่งอาหารการกิน ต้องแย่งไฟเบอร์เพื่อนุ่งห่ม นั่นหมายถึงว่า ต่อไปต้องมีวัตถุดิบสนองสิ่งเหล่านี้อย่างเพียงพอ ต้องมีคุณภาพ และมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ
"ในฐานะที่อยู่ภาคอุตสาหกรรม แน่นอนดิฉันต้องเลือกวัตถุดิบที่มีความสม่ำเสมอ มีคุณภาพ และต้องปลอดภัยจากสารพิษหรือเคมีที่ตกข้าง โดยเฉพาะพืชจีเอ็มโอก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ตรงนี้ฝากบอกว่า ถึงเวลาแล้วเราต้องเปิดใจรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าปิดกั้นตัวเอง อย่าปิดกั้นประเทศ และอย่าปิดโลก" นางดรุณี ทิ้งท้าย
นี่ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในการที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ หากเราไม่เปิดกว้างทั้งด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และกฎระเบียบ ในที่สุด "ไทยศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์" อาจกลายเป็นฝันสลายก็ได้
......................
(ดัน'ไทยศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์' ฤๅ...ความฝันที่รอวันล่มสลาย? : โดย...ดลมนัส กาเจ)



