ไลฟ์สไตล์

'หลักสูตร'มีทางเลือก เหมาะสมเด็กทุกกลุ่ม

'หลักสูตร'มีทางเลือก เหมาะสมเด็กทุกกลุ่ม

06 ส.ค. 2556

'หลักสูตร'มีทางเลือก เหมาะสมเด็กทุกกลุ่ม : โดย...ณัฐธยาน์ บุณยทวีพัฒน์

               โลกปัจจุบันมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ทว่าภาคการศึกษามีการขยับตัวช้ามากที่สุด นี่เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้บัณฑิตตกงาน นี่คือประเด็นสำคัญที่นำมาถกกันจากการเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษาที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหัวข้อ "เยาวชนกับการจ้างงาน" โดยมีนายมัตทิเยอ คอนยัก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจ้างงานจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ประจำภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกเป็นผู้นำเสนอหลัก

               นายคอนยัก บรรยายว่า ในจำนวนเยาวชนที่มีอยู่ 73 ล้านคนทั่วโลก เป็นคนตกงานในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 36 ล้านคน เฉลี่ยเยาวชนมีโอกาสว่างงานสูงกว่าผู้ใหญ่สูงถึง 5.3 เท่า สำหรับประเทศไทยแม้อัตราว่างงานของเยาวชนต่ำเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก แต่จากการวิจัยพบว่าประเทศไทยมีสถานประกอบการนอกระบบที่ใหญ่โตมาก

               "ส่งผลให้เยาวชนมีโอกาสที่จะถูกจ้างให้ทำงานที่ไม่เหมาะสม งานที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีกลไกปกป้องทางสังคมที่เข้มแข็ง เนื่องจากเยาวชนขาดการชี้นำเรื่องอาชีพ การให้ข้อมูล ทางเลือก ความเข้าใจโลกของคนทำงานผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะเยาวชนจึงถูกบังคับให้ทำงานนอกระบบ และหลายๆ คนทำงานแลกกับรายได้ที่ไม่พอเลี้ยงชีวิต ดังนั้น ความท้าทายของปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานที่มีศักดิ์ศรีและค่าตอบแทนที่เหมาะสม เนื่องจากในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะมีตำแหน่งงานมาก แต่งานส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำ หลายๆ งานมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสุขภาพ" นายคอนยัก ฉายภาพ

               นายคอนยักเน้นว่า สิ่งที่เรียนรู้ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือศูนย์ฝึกอาชีพไม่สอดคล้องกับความต้องการของตำแหน่งงานในตลาด ที่ผ่านมาพบว่ามีเยาวชนผู้ด้อยโอกาสอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงหลักสูตรสร้างเสริมทักษะ ทั้งยังขาดการอบรมให้ความรู้และการแนะแนวอาชีพในรูปแบบต่างๆ บางครั้งเยาวชนอาจมีทักษะ แต่ไม่ได้นำมาใช้กับการทำงานของตนในทุกๆ วันเยาวชนจำนวนมากขวนขวายเพื่อให้ได้ปริญญาหรืออนุปริญญา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตลาดแรงงานหรือผู้ประกอบการต้องการ หนทางแก้ไขคือการส่งเสริมให้เยาวชนสั่งสมประสบการณ์การทำงานไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผ่านโครงการฝึกอบรมหรือการฝึกงาน

               "อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือสถานศึกษาควรมีหลักสูตรที่สอนให้เยาวชนได้ทราบถึงการเป็นผู้ประกอบการเป็นอย่างไร ไม่ใช่การสอนให้เขารู้แค่การประกอบอาชีพ เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานเท่านั้น พร้อมทั้งปลูกฝังให้ตระหนักถึงสิทธิของตนในที่ทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ"

               สอดรับกับ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) ที่มองว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนไทยใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเยาวชนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา และกลุ่มเยาวชน อายุ 12-16 ปี จบการศึกษาภาคบังคับ จะพบว่าเยาวชนที่จบมหาวิทยาลัยมีอัตราการตกงานมากกว่า เพราะในช่วง 5 ปีแรกหลังจากจบการศึกษาเป็นช่วงของการแสวงหางาน เปลี่ยนงานบ่อย ค่าตอบแทน ประกอบกับนายจ้าง สถานประกอบการก็ต้องการแรงงานที่มีประสบการณ์มากกว่าคนจบใหม่

                "เมื่อโลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกระจายรวดเร็ว ทักษะที่พร้อมปรับตัวเข้าสู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะให้กับเด็กและเยาวชนนั้น การศึกษาภาคบังคับ การอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาไม่ใช่คำตอบ จำเป็นต้องให้การศึกษาที่พัฒนาทักษะตั้งแต่เกิด การจัดสรรงบประมาณต้องเป็นแบบกลับหัวกลับหาง โดยต้องทุ่มงบประมาณให้กับเด็กเล็กก่อน ขณะที่หลักสูตรการเรียนการสอนความรู้พื้นฐานสำคัญแต่ให้ลดเนื้อหาวิชาการลง เพราะข้อมูลทุกอย่างอยู่ในโลกออนไลน์หมดแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องจัดหลักสูตรการศึกษาที่มีหลายทางเลือก เพราะเด็กแต่ละคนค้นพบตนเองในเวลาที่ไม่เท่ากัน เราจะสร้างหลักสูตรอย่างไรให้มีทางเลือกที่เลือกได้ทั้งเด็กเก่ง เด็กธรรมดา เป็นเส้นทางการเรียนที่เหมาะสมกับเด็กทุกกลุ่ม และสิ่งสำคัญที่อยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาไปหาคำตอบให้ได้ว่าสิ่งที่เด็กและเยาวชนร่ำเรียนกันอยู่ขณะนี้ มีประโยชน์ มีความสำคัญกับชีวิตสร้างแรงจูงใจให้เด็กได้หรือไม่" ดร.วีระชาติกล่าว

               นางพัชภัสสร เสนทับพระ ครูโรงเรียนสุรนารีวิทยา แสดงความเห็นว่า ค่านิยมของผู้ปกครองไม่เปลี่ยน ยังต้องการให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยทำให้เด็กถูกปิดกั้น เพราะต้องเดินตามความต้องการของผู้ปกครอง และหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันจัดเป็นแบบปิ่นโตบางชั้นไม่เคยใช้เลย ทางโรงเรียนสุรนารีฯ จึงปรับหลักสูตรให้เหมือนมหาวิทยาลัยปิด ปรับบางรายวิชาให้เหมาะสมกับเด็ก 50-60% ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีก 40% ที่เหลือจบ ม.3 หรือ ม.6 หลักสูตรของโรงเรียนจึงเป็นแบบผสมผสานระหว่างสายสามัญและสายอาชีพ โดยทำงานร่วมกับสถาบันอาชีวะของจังหวัด เมื่อจบ ม.6 เด็กจะได้วุฒิการศึกษา ปวช.ด้วย แต่มีข้อแม้ว่าเด็กจะต้องลงไปฝึกภาคปฏิบัติ ดังนั้น เด็กจึงจะมีหลายทางเลือกคือไปศึกษาต่อ ปวส. เข้ามหาวิทยาลัย หรือออกไปทำงานก็ได้ จึงอยากเสนออยากให้กระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยเปิดกว้างมากขึ้น โดยสร้างรูปแบบการเรียนที่หลากหลายให้เด็กได้มีเส้นทางที่เลือกได้มากขึ้น

               ดร.ไพเราะ สุวภาพ จากวิทยาลัยเทคนิคลำพูน กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องการทักษะที่สูงกว่าทักษะที่เราฝึกให้เด็ก ต้องการให้เด็กทำงานได้อย่างคนมีประสบการณ์ แต่การจัดการเรียนการสอนของสถาบันอาชีวะต้องสอนตามหลักสูตรของ ศธ. ดังนั้นเด็กเพิ่งจบการศึกษาจึงไม่สามารถทำงานได้ตามที่สถานประกอบการต้องการ ขณะนี้สถาบันอาชีวะยังคงถูกมองในด้านลบ ผู้ปกครองยังคงมีค่านิยมส่งลูกเรียนสายสามัญเพื่อเข้าอุดมศึกษา โรงเรียนมัธยมบางแห่งสอนด้านอาชีพด้วย เด็กจึงไม่เลือกมาเรียนอาชีวะ จึงอยากจับมือกันเพื่อร่างหลักสูตรใหม่ สิ่งที่การศึกษาสายสามัญ สายอาชีวะคาดหวังคืออะไร ขอบเขตอยู่ตรงไหน พร้อมชวนเชิญสถานประกอบการมาร่วมมือกับสถานศึกษา ที่สำคัญไม่อยากให้แยกเด็กเก่ง ไม่เก่งออกจากกัน แต่ควรจัดให้เด็กเรียนแล้วช่วยเหลือซึ่งกันมากกว่า

               ขณะที่ผู้เรียนอย่าง นายศรันย์ ลิ่วเกษมศานต์ แสดงความเห็นว่า อยากให้ตัดเนื้อหาสาระบางวิชาลงและให้เด็กทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกการคิดวิเคราะห์ วางแผน เพราะจากประสบการณ์เมื่อเปรียบเทียบการจัดการศึกษาของต่างประเทศและของประเทศไทยในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เห็นชัดมากว่าวุฒิภาวะของเพื่อน บรรยากาศ การแลกเปลี่ยนในชั้นเรียน นั้นแตกต่างกัน อย่างกรณีของสหรัฐอเมริกามีการทดสอบเด็กก่อนเข้าชั้นเรียน เด็กเก่ง ไม่เก่งก็จะได้เรียนเหมือนกัน และมีทางเลือกให้ด้วย ไม่ทำให้เด็กเบื่อ

               ส่วน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เยาวชนเครือข่ายยุวทัศน์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลักสูตรมากเกินไป เรียนแต่วิชาการ แต่ปฏิบัติไม่ได้ การที่เด็กส่วนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษา ส่วนหนึ่งเพราะหลักสูตรไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อยากเป็น หรืออาชีพที่ต้องทำ เช่น วิชาฟิสิกส์ เป็นวิชาที่ยากมากแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เลยเมื่อไปประกอบอาชีพ และอยากให้เลิกการแบ่งชั้นเรียนเป็นห้องคิง ห้องบ๊วย เพราะความเก่งอาจจะไม่ใช่แค่วิชาการอย่างเดียว เด็กอาจจะเก่งด้านอื่นและสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกัน

               ทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับโลกของงานหรือโลกของความเป็นจริง จึงต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ โดยมุ่งพัฒนาแรงงานที่ตอบโจทย์กับงานที่เป็นความต้องการของประเทศ สูตรสำเร็จเราคงไม่มีให้ แต่ความสำเร็จนั้นจะอยู่ที่การลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง และทันที...

.......................................

('หลักสูตร'มีทางเลือก เหมาะสมเด็กทุกกลุ่ม : โดย...ณัฐธยาน์ บุณยทวีพัฒน์)