ไลฟ์สไตล์

โซนนิ่งปศุสัตว์'โคนม'ต้องเป็นหนึ่ง

โซนนิ่งปศุสัตว์'โคนม'ต้องเป็นหนึ่ง

05 ส.ค. 2556

จัดโซนนิ่งปศุสัตว์รับ 'เออีซี' กิจการโคนมต้องไม่เป็นรอง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                          หากประเมินในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านปศุสัตว์ไม่เป็นรองใครในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะกิจการด้านเลี้ยงโคนม ที่โดดเด่นที่สุด ทั้งที่เป็นกิจการขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ของเอกชน และเกษตรกร ประมาณการว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงโคนมกว่า 5.5 แสนตัว สามารถผลิตน้ำนมดิบได้วันละกว่า  2,700 ตัน หรือเฉลี่ยปีละกว่า 9 แสนตัน ขณะที่เวียดนามที่ตามหลังไทยสามารถผลินน้ำนมดิบได้ปีละกว่า 2 แสนตันเท่านั้น

                          แต่กระนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรที่จะประมาท เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเวียดนามในยุคไร้สงคราม มีการพัฒนาด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็วมาก จะเห็นได้จากในยุคกว่า 30 ปีก่อน เวียดนามปลูกข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค แต่วันนี้เวียดนามสามารถปลูกข้าวและส่งออกมากที่สุดในโลก แซงประเทศไทยที่ครองแชมป์มาหลายทศวรรษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558 หรืออีก 1 ปีกับ 5 เดือนข้างหน้า เกษตรกรไทยยังต้องปรับตัวที่ไม่เพียงแต่จะผลิตน้ำนมให้มากเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น หากแต่ต้องเน้นคุณภาพที่ต้องเป็นหนึ่งด้วย

 

หวั่นคู่แข่งต้นทุนต่ำกว่า  

 

                          "ขณะนี้ภาคการผลิตโคนมของไทยถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากส่วนหนึ่งยังได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการประกันราคารับซื้อน้ำนมดิบ แต่เป็นห่วงว่าหลังจากเข้าสู่เออีซีในอีก 2 ปีข้างหน้า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากประเทศคู่แข่งสามารถนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเสรี ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตของคู่แข่งต่ำกว่าของไทย ทำให้เกษตรกรไทยอยู่ยาก" นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการปาฐกถาพิเศษ ในการเสวนาหัวข้อ “มิลค์ ฟอรั่ม”ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ที่สะท้อนให้เห็นว่า ไทยไม่ควรยืนอยู่บนความประมาท

                          นายยุคล ระบุว่า ในช่วง 5 ปีของการร่วมตัวเป็นเออีซี อาจได้รับผลกระทบไม่มาก แต่เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ที่ทำได้เร็วที่สุด ลดใช้อาหารข้น หันใช้หญ้าที่ปลูกในประเทศแทน รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำนมดิบให้สูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องขยายการแปรรูปน้ำนมดิบไปเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่มากกว่าการผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และนมยูเอชทีเหมือนในปัจจุบัน ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการรองรับโดยการจัดโซนนิ่งการเลี้ยงโคนม ซึ่งดูตามศักยภาพของพื้นที่ ภูมิอากาศ พืชอาหาร การขนส่ง และการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น

 

จัดโซนนิ่งนานแล้ว..แต่ไม่ประกาศ

 

                          ด้าน นสพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในรายการ "เกษตรทำกินกับคมชัดลึก" ที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ "คมชัดลึกทีวี" เวลา 16.00-17.00 น. ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2556 นี้ว่า การกำหนดโซนนิ่งด้านปศุสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทางกรมปศุสัตว์ทำมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยเน้นจากพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิด มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ มีตลาดรองรับ มีเส้นทางคมนาคมสะดวก ที่สำคัญเป็นเขตที่กรมปศุสัตว์มีหน่วยบริการที่มีประสิทธิภาพ เช่น เขตเลี้ยงโคนม จะมีหน่วยให้บริการผสมเทียมอยู่ในพื้นที่หมด เป็นเขตที่ต้องส่งเสริมเพราะต้นทุนต่ำ ภาวะเสี่ยงขาดทุนน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ

 

ภาคเหนือเหมาะโคนมมากที่สุด

 

                          "พื้นที่ที่เหมาะสมกับโคนมทั่วประเทศมี 296 ตำบล ภาคเหนือเหมาะสมที่สุด เพราะสภาพอากาศเย็น และหนาว ภาคกลางบางพื้นที่ อาทิ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อากาศค่อนข้างเย็นมีภูเขาต่อเนื่องกับเทือกเขาใหญ่ เช่นเดียวกับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แต่ภาคใต้ไม่มีพื้นที่เหมาะสม เพราะอากาศร้อนชื้น มีที่เดียวที่เลี้ยงคือ จ.พัทลุง ที่เลี้ยงได้เพราะมีสหกรณ์เข้มแข็ง ส่วนคนกำลังจับตามองว่า การรวมเป็นเออีซี เกรงว่า เราจะเสียเปรียบนั้น ตอนนี้ภาคการปศุสัตว์เราได้เปรียบกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะโคนม เราผลิตมากที่สุดปีละกว่า 9 แสนตัน ที่ตามหลังเราคือเวียดนาม ผลิตได้ราวๆ 2 แสนตันเท่านั้น" นสพ.อยุทธ์ กล่าว

                          อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า ไทยไม่ควรประมาทเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านการเกษตรเร็วมาก ที่สำคัญต้นทุนต่ำด้วย และอีกประเทศหนึ่งที่น่าจับตามองคือพม่า แม้ตอนนี้เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า แต่สภาพพื้นที่เอื้อต่อการเลี้ยงโคนมมากไม่แพ้ภาคเหนือของไทย ที่สำคัญมีประเทศต่างๆ กำลังจับตามองที่จะไปลงทุนที่พม่าจำนวนมากในขณะนี้

 

"เชียงใหม่เฟรชมิลค์"ต้องเป็นหนึ่ง

 

                          นายบัลลพ์กุล ทิพย์เนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรา "เชียงใหม่เฟรชมิลค์" ที่ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเน้นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ ตราเชียงใหม่เฟรชมิลค์ ผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ตรานมโรงเรียนทั้งชนิดกล่องและชนิดซอง นมยูเอชที ตรามายด์ด้า และผลิตภัณฑ์นมรสธัญญาหารตรายัมมี่ มาตั้งแต่ปี 2537 โดยรับน้ำนมจากเกษตรกรเป็นหลัก กระทั่ง 6 ปีก่อนจึงตัดสินใจทำฟาร์มโคนมเอง ภายใต้ชื่อ "เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม" ในพื้นที่กว่า 150 ไร่

                          ภายในมีระบบการบริหารจัดการฟาร์มระดับสากล ที่มาตรฐานและทันสมัยที่สุด โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  หรือบีโอไอ ภายในฟาร์มมีโรงเรือนทั้งหมด 4 โรงเรือนที่สามารถรองรับแม่โคนมได้ 2,000 ตัว แต่ปัจจุบันมีแม่โคที่สามารถรีดนมได้ 500 ตัว ซึ่งสามารถรีดนมได้ 8,000 กิโลกรัมต่อวัน โดยใช้ระบบปิดอัตโนมัติแบบพาราเรลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย สามารถรีดนมได้พร้อมกันครั้งละ 64 แม่โค ใช้เวลาประมาณ 9 นาทีเท่านั้น

                          "อนาคตอันใกล้นี้ เราจะมีแม่โค 2,000 ตัวในปี 2560 สามารถผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 3.5 หมื่น กก. ผมตั้งใจว่าฟาร์มของผมต้องได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่สุดในอาเซียน และเป็นฟาร์มที่ครบวงจร ทั้งที่เลี้ยงโคนมเอง แปรรูปเอง ตอนนี้ไม่เพียงผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นครีมสด ไอศกรีมวิปปิ้งครีม และชีส โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เลือกใช้น้ำนมโคสดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในภาคเหนือและน้ำนมโคสดจากฟาร์มเชียงใหม่เฟรชมิลค์ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างพิถีพิถันจากนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการ ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มาตรฐานและทันสมัย" นายบัลลพ์กุล กล่าว

                          หากประเมินภาพรวมแล้ว แม้จะมั่นใจว่าไทยจะครองความเป็นหนึ่งในกิจการโคนมในเออีซี แต่หากประมาท และนโยบายไม่คงที่ ก็มีโอกาสที่จะถูกแซงจากคู่แข่งเหมือนกับข้าวได้เช่นกัน

 

 

-------------------------

(จัดโซนนิ่งปศุสัตว์รับ 'เออีซี' กิจการโคนมต้องไม่เป็นรอง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)