
ดูประวัติศาสตร์ผ่านดวงแสตมป์
ศิลปวัฒนธรรม : ดูประวัติศาสตร์ ผ่านดวงแสตมป์
แม้การสื่อสารส่วนใหญ่จะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้รวดเร็วฉับไวกว่าการส่งจดหมาย แต่เสน่ห์ของกระบวนการเขียน ใส่ซอง ติดสแตมป์ จัดส่งและรอคอยการตอบกลับเช่นนี้ ก็ยังหาสิ่งใดมาทดแทนไม่ได้ กลับกันการตัดเก็บตราไปรษณียากรมีความสำคัญ ดูเข้มข้นกับเรื่องราวในอดีตมากยิ่งขึ้น ยิ่งได้เก็บก็ได้เรียนรู้เหตุการณ์สำคัญๆ ของโลกราวกับพลิกหนังสือประวัติศาสตร์เล่มโต และเพื่อเผยแพร่มุมอดีตผ่านแสตมป์ไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จึงพามาฟังเรื่องราวจาก เมธินทร์ ลียากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดไปรษณียากร ซึ่งเป็นนักสะสม พร้อมพาชมแสตมป์สะสมชุดหายากของไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเตรียมพร้อมกับ งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ.2556 ในวันที่ 2-14 สิงหาคมนี้ บริเวณรอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน อันเป็นแหล่งรวมประวัติศาสตร์จากทั่วโลก
ย้อนกลับไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยเริ่มมีกิจการไปรษณีย์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2426 พร้อมกับแสตมป์ 6 ชนิดราคา 1 โสรส 1 อัต 1 เสี้ยว 1 ซีก 1 เฟือง และ 1 สลึง คือราคาสูงสุด ทั้งหมดต้องสั่งพิมพ์จากโรงพิมพ์ที่ประเทศอังกฤษ ชื่อบริษัทวอเทอร์ โรล แอนด์ ซัน คนที่ออกแบบคนแรกนั้น ไม่ใช่คนไทยแต่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพิมพ์ชื่อว่า วิลเลี่ยม วิชเวย์ เนื่องจากภาพที่ใช้พิมพ์ไม่ใช่ภาพวาด แต่ใช้แม่พิมพ์โลหะเป็นเหล็กกล้าสลัก ส่วนลึก ส่วนตื้นจะขึ้นอยู่กับฝีมือคนจริงๆ ละม้ายคล้ายกับภาพพิมพ์ไม้ญี่ปุ่น ขณะที่แสตมป์ดวงแรกของโลกออกก่อนของประเทศไทยถึง 43 ปี คือในวันที่ 6 พฤษภาคม 2383 ในรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย แน่นอนว่าประเทศภาคีต่างๆ ในยุคนั้นก็ต้องมีแสตมป์และกิจการไปรษณีย์ตามมาด้วย แผ่มาจนถึงทวีปเอเชียในประเทศที่เป็นเมืองขึ้นอย่าง พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย ด้วยเช่นกัน
เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จไปต่างประเทศก็ทอดพระเนตรเห็นกิจการไปรษณีย์ของที่นั้นๆ ผู้ติดตามอย่าง เจ้าหมื่นเสมอใจราช หรือ ม.ร.ว.เทวหนึ่ง ศิริวงศ์ จึงกราบทูลว่าถ้าประเทศไทยมีโพสแล็บ (ชื่อที่เรียกไปรษณีย์ในสมัยนั้น) ขึ้นมาบ้าง ก็จะทำให้การค้าเจริญรุ่งเรืองขึ้น พระองค์ทรงเห็นชอบจึงมอบหมายให้พระอนุชาองค์สุดท้าย ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงเป็นผู้รับผิดชอบก่อตั้งการไปรษณีย์ขึ้นมา มอบหมายให้เป็นผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์และโทรเลข ริเริ่มทำสาระบัญชีบ้านเลขที่ขึ้น มีที่ทำการ "ไปรสนียาคาร" (คำสะกดในสมัยรัชกาลที่ 5) พร้อมการนำเข้าแสตมป์ชุดแรกของประเทศไทยใน 6 ราคา โดยมีบุรุษไปรษณีย์คอยรับส่งจดหมายทั่วพระนคร วันละ 3 เวลา และมีตัวแทนจำหน่ายแสตมป์ในพื้นที่ต่างๆ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้กิจการไปรษณีย์ของสยามเข้าไปเป็นสมาชิกของ สหภาพสากลไปรษณีย์ ในปี 2428 เพื่อให้คนไทยส่งจดหมายไปทั่วโลกได้ โดยได้เอกอัครราชทูตไทยประจำยุโรป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ติดต่อกับโรงพิมพ์ในยุโรป อัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ไปให้ช่างฝีมือออกแบบเป็นแสตมป์ ออกแบบลายน้ำเป็นตราจักรและบ่งบอกชื่อประเทศอยู่ในดวงว่าสยาม (siam) และเริ่มใช้ในปี 2430 เป็นต้นมา
ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดไปรษณียากร บอกว่า แสตมป์ยุคแรกๆ จะใช้เพียงพระบรมสาทิสลักษณ์เท่านั้น แบ่งออกเป็นที่ระลึกในวันสำคัญและใช้สื่อสารทั่วไป ต่อมารัชกาลที่ 6 เริ่มมีการก่อตั้งอากาศไปรษณีย์ที่ใช้ส่งจดหมายทางอากาศ และทรงโปรดให้ออกแสตมป์เนื่องในวโรกาสครองราชสมบัติครบ 15 ปี ในชุดมนังคศิลา เป็นชุดแรกที่เป็นรูปสถาปัตยกรรม แต่ปรากฏว่าเสด็จสวรรคตไปเสียก่อน แสตมป์ชุดนี้จึงถูกนำออกใช้เป็นแสตมป์ทั่วไปแทน ส่วนการประกวดออกแบบแสตมป์เริ่มเป็นที่คึกคักในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ชุดแรกในรัชกาลชื่อชุดว่าประชาธิปปก พระองค์โปรดเกล้าให้มีการประกวดออกแบบและทรงเลือกของขุนเทพรักษ์เลขาให้นำจัดพิมพ์เป็นแสตมป์ในที่สุด
ในรัชกาลที่ 8 มีการออกแสตมป์ชุดสมโภชพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เริ่มมีรูปความเป็นอยู่ของชาวบ้านเข้ามาอย่างเช่นรูปควายไถนา โดยในสมัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้มีการออกแสตมป์วันชาติทุกวันที่ 24 มิถุนายน เป็นภาพของสถาปัตยกรรม อนุสาวรีย์ต่างๆ เริ่มจากชุดพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นชุดแรกเพราะเป็นสถานที่ประกาศพระราชธรรมนูญ ฉบับแรก พ.ศ. 2475 ส่วนแสตมป์ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ส่วนมากเป็นรูปพระบรมหาราชวัง พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ โดยรวม 68 ปี ในการครองราชย์ มีแสตมป์ออกมาแล้ว 1,008 ชุด ทั้งนี้เพราะนานาชาติเห็นความสำคัญของการสะสมประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญในแสตมป์มากขึ้น แม้ยุคสมัยจะพยายามเปลี่ยนการสื่อสารให้เร็วแค่พริบตาก็ตาม ... นับเป็นจุดบนกระดาษเล็กๆ หลายจุดที่รวมเอาความเป็นไปของทั่วโลกมาศึกษากันไม่รู้จบทีเดียว



