ไลฟ์สไตล์

กู้วิกฤติข้าวไทย-เป็นหนึ่งในเออีซี

กู้วิกฤติข้าวไทย-เป็นหนึ่งในเออีซี

29 ก.ค. 2556

เดินหน้ากู้วิกฤติวงการข้าวไทย ต้องครองความเป็นหนึ่งในเออีซี : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                             ยังเหลือเวลาอีก 1 ปีกับอีก 5 เดือน ที่กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน 10 ประเทศรวมถึงประเทศไทย จะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" หรือเออีซี ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2558 และถึงเวลานั้นจะมีการยกเลิกกำแพงภาษีสินค้าเกษตรอย่างเสรี

                             หลายฝ่ายมองว่า ในภาพรวมของสินค้าเกษตรไทยจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า เนื่องเพราะภาคการเกษตรไทยมีการพัฒนาและทิ้งห่างประเทศในกลุ่มเดียวกันไปไกลแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีสินค้าเกษตรจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จะต้องแข่งขันกัน โดยเฉพาะข้าวที่เราเสียแชมป์ส่งออกให้แก่เวียดนาม นับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศใช้นโยบายประชานิยมว่าด้วยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท

                             ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ท่ามกลางที่ภาคการลงทุนมีการตื่นตัวเพื่อรองรับการเป็นเออีซี แต่ในภาคการเกษตรยังมีเกษตรกรระดับรากหญ้าโดยเฉพาะชาวนา ซึ่งเป็นคนหมู่มากในภาคการเกษตรยังไม่เข้าใจคำว่าเออีซี และไม่ทราบว่า การเป็นเออีซีของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างไร และไม่ทราบว่าเขาได้ประโยชน์อะไร  เขาคิดเพียงว่าหากสินค้าเกษตรมีปัญหา หรือราคาตกต่ำ รัฐบาลต้องช่วยเหลือ 

                             "รู้ข่าวจากโทรทัศน์ว่า เราจะรวมตัวเป็นเออีซี รู้เพียงแค่นี้ ชาวบ้านเองก็ไม่ค่อยสนใจ ได้แต่ทำนาเพื่อส่งขายให้โรงสี จึงไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร อย่างผมได้แต่ผลิตเมล็ดข้าวคุณภาพขาย ต่อไปก็คงจะต้องมาปรึกษากันว่า เมื่อมีการรวมตัวเป็นเออีซีจะกระทบต่อชาวนาเราอย่างไร" นี่เป็นเสียงสะท้อนจาก นายวัลลภ พลอยแสงน้อย สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

                             เช่นเดียวกับ นางแสงเดือน ขอรวมกลาง ชาวนา ต.พลสงคราม อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า มีที่นา 120 ไร่ ทำเองทั้งหมด ตอนนี้ก็ทราบบ้างว่าจะมีการรวมตัวเป็นเออีซี แต่ไม่รู้มากไปกว่านั้น เพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์ มีแต่บอกว่า ให้ชาวนาลดต้นทุนการทำนา เพราะประเทศอื่นทำมีต้นทุนต่ำ ทำให้ราคาข้าวถูกกว่าข้าวไทย และต่อไปคนซื้อก็ต้องซื้อของที่ถูกกว่า รัฐบาลต้องหาวิธีแก้ปัญหา ส่วนจะให้ชาวนาปรับตัวก็ไม่ทราบจะปรับอย่างไร คิดว่าคงทำนาไปเรื่อยๆ

                             ขณะที่ นายอุดม แศไพศาล เกษตรกรวัย 58 ปี จาก ต.สระจระเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เช่นกัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยในเรื่องของการรวมตัวเป็นเออีซีเหมือนกัน แต่ไม่ทราบจะให้ปรับตัวอย่างไร เพราะเป็นเรื่องใหม่ จึงมีการพูดเพียงว่า มีบางประเทศอย่างเวียดนาม มีการทำนาที่ต้นทุนต่ำ ทำให้ราคาข้าวของเวียดนามถูกกว่า ถ้าต่อไปรัฐบาลปรับลดราคาจำนำข้าวก็คงลำบาก ไม่ทราบว่าจะลดลงเท่าไหร่ ชาวนาจะอยู่ได้หรือไม่

                             "ลดต้นก็ลำบาก เพราะค่าแรงแพงขึ้น อย่างของผมมีที่นา 30 ไร่ เมื่อก่อนจ้างคนดำนา 10 คนได้วันละ 3 ไร่ พอค่าแรงแพงผมทำนาหว่าน หันมาทำปุ๋ยชีวภาพ ต้นทุนลดลงไร่ละเป็นพันบาทเหมือนกัน แต่ผมว่าการรวมเป็นเออีซี ปัญหาไม่ใช่เฉพาะข้าว ที่ประเทศอื่นราคาถูกกว่า แต่มีปัญหาอื่นมากมาย ต่อไปคนไทยจะตกงาน เพราะมีแรงงานอื่นที่ถูกกว่ามา ผมมองแล้วไม่ทราบจะปรับตัวอย่างไร" นายอุดม กล่าว

                             นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของชาวนา ที่บ่งบอกค่อนข้างชัดเจนว่า เออีซีนั้นยังห่างไกลในความรู้สึกของเขา แต่กระนั้นทางกรมการข้าวก็พยายามผลักดันในหลายๆ รูปแบบ เพื่อชาวนาไทยตื่นตัวรับเออีซี และที่สำคัญข้าวไทยนั้นต้องครองความเป็นหนึ่งในเออีซี และตลาดโลก จึงเน้นไปที่ปัจจัยการผลิตให้มีต้นทุนต่ำ  ได้ปริมาณสูง และมีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาวิจัยเพื่อเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ขยายศูนย์เมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร และเปิดศูนย์การเกษตรไปยังชุมชนในจังหวัดต่างๆ อย่างล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงาน "วันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว" และเปิดอาคารข้าวและชาวนา เพื่อเป็นศูนย์บริการชาวนา ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา

                             ในโอกาสนี้ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ "ทิศทางข้าวนครราชสีมา สู่ประชาคมอาเซียน" ด้วย เพื่อให้ชาวนานครราชสีมาได้ตื่นตัว และตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของชาวนาที่จะต้องปรับตัวในยุคแห่งการรวมตัวของเออีซีนั่นเอง

                             นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว ระบุว่า การก้าวเข้าสู่เออีซี ชาวนาไทยต้องช่วยตัวเอง ก่อนเป็นอันดับแรกในส่วนที่ทำได้ เช่น การรักษาคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนผลผลิต ขณะเดียวกันรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อจำหน่ายผลผลิตแล้วยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ส่วนปัญหาเรื่องสารปนเปื้อน ที่เป็นข่าวกรมการข้าวจะควบคุ้มที่ต้นน้ำภาคการผลิตจนเก็บเกี่ยวและส่งขายเท่านั้น 

                             ฉะนั้น กรมการข้าวจึงมีแนวทางในการเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการควบคู่ไปด้วย การให้ความรู้ในหลายๆ รูปแบบ อย่างการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ลดต้นทุนการผลิตของชาวนาไทย จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ส่วนอาคารข้าวและชาวนา เป็นศูนย์ข้อมูลศึกษา และพัฒนาการผลิตข้าวปลอดภัยเป็นแหล่งศึกษาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับข้าวของจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งศูนย์บริการชาวนา ห้องสมุดชาวนา ศูนย์เตือนภัยการระบาดศัตรูข้าว

                             "ปัจจุบันมีชาวนาประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน เรามีภารกิจดูแลเรื่องภาคการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เริ่มจากเรื่องการวิจัยพัฒนา เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือเรื่องเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ทำอย่างไรที่จะให้องค์ความรู้เหล่านี้ไปถึงมือชาวนาโดยตรงได้ จึงต้องใช้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศูนย์ชาวนาขึ้นในศูนย์วิจัยข้าวที่มีอยู่ 27 ศูนย์ และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 23 ศูนย์ รวมแล้วเรามีศูนย์กลางบริการชาวนาทั้งหมด 50 ศูนย์ รวมทั้งส่วนกลางอีก 1 ศูนย์  ทุกหน่วยมีความพร้อมทั้งเรื่ององค์ความรู้ต่างๆ เครื่องมืออุปกรณ์ โสตทัศนูปกรณ์ เอกสารข้อมูลที่จะเผยแพร่ได้ แม้แต่องค์ความรู้ที่สามารถดึงจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้กำลังสร้างตู้คีออส ต่อไปเกษตรกรชาวนาสามารถมากดหาข้อมูลความรู้จากตู้ คีออสได้" อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

                             อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเดินหน้ากู้วิกฤติวงการข้าวไทย เพื่อครองความเป็นหนึ่งในเออีซี คงไม่เพียงแต่ลำพังกรมการข้าว หากแต่ทุกส่วนต้องมีส่วนร่วมเพื่อสู่เป้าหมายอันเดียวกันคือข้าวไทยต้องเป็นหนึ่งในตลาดโลกนั่นเอง

 

 

----------------------

(เดินหน้ากู้วิกฤติวงการข้าวไทย ต้องครองความเป็นหนึ่งในเออีซี : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)