
หนังสือที่เธอถือมา : ประแสร์
หนังสือที่เธอถือมา : ประแสร์ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
๑.
ได้ไปโน่นไปนี่บ่อย ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ บางทีก็ลืมว่าที่ที่เพิ่งไปวันนี้ เป็นที่ที่เคยไปมาก่อนแล้ว
ไประยองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้งหลังสุดไปเที่ยวกับครอบครัว พากันไปไหว้พระนอนที่ วัดป่าประดู่ พอเข้าไปในวัด อ้าว-เราเคยมาแล้วนี่...
ไปแกลงไม่รู้กี่หนต่อกี่หน ครั้งหลังสุดไปเที่ยวกับคณะ คนในท้องที่พาไปเที่ยว ชุมชนปากน้ำประแสร์ พอไปถึงพื้นที่ อ้าว-เราเคยมาแล้วนี่...
เดือนที่แล้ว ช่วงวันสุนทรภู่ ไปงานร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองแกลง เขาประสานงานกับเทศบาลให้พาคณะเที่ยวชุมชนปากน้ำประแสร์ โดยเริ่มมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เน้นอาหารประเภทปลา ทั้งต้มๆ ทอดๆ มีหลายรายการที่ขึ้นชื่อในแบบประแสร์ เช่น ทอดมันประแสร์
ตั้งแต่เริ่มเข้าไป สังเกตป้ายชื่อทางการ และชุมชนหลายที่ มีเขียนทั้ง ประแสร์ และ ประแส พยายามสอบถามอยู่ แต่ยังไม่ได้ความกระจ่าง ในที่นี้จะเน้นเขียน ประแสร์
ประแสร์ แปลว่าอะไร? ยังสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าอาจมากจาก กระแสน้ำ
บางข้อมูลว่า-ประแสร์ เป็นแม่น้ำ ที่รวมน้ำจากลำคลองหลายสาย สายหลักคือคลองไผ่ มีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาชะเมา ไหลออกสู่ปากอ่าวไทยที่ทะเลแกลง
บางข้อมูลว่า-พระครูประภัทรวิริยคุณ (มาลัย) เจ้าคณะอำเภอแกลง เจ้าอาวาสวัดตะเคียนงาม <http://www.prasae.com/takianngam.asp> ได้ศึกษาคำนี้ เบื้องต้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็น ภาษาชอง ภาษาชาวพื้นเมืองดั้งเดิม ถึงขนาดยกคำกลอน สุนทรภู่ ใน "นิราศเมืองแกลง" ว่า "ล้วนวงศ์วานว่านเครือเป็นเชื้อชอง" จากการสืบค้นยังได้เค้าคำว่า แซร์ หมายถึง ทุ่งนา และคำว่า พรีแซร์ หรือ ปรีแซร์ คือป่าที่ถาง แล้วใช้ปลูกข้าว
สันนิษฐานว่า ประแสร์ หรือ แซร์ มีที่มาจากภาษาชอง ซึ่งแปลว่าทุ่งนา ทำให้ผมได้ยินเสียงคำหนึ่งในภาษาเขมรซ้อนขึ้นมา นั่นคือ ซแร หรือ แซร หมายถึง นา เป็นเพียงแต่คิดถึงเสียงคำและความหมายที่ซ้อนกันเท่านั้น ไม่รู้ว่าภาษาชองกับภาษาเขมร มีที่ต่างหรือซ้อนกันอย่างไรบ้าง
๒.
หลังมื้อเที่ยงที่ประแสร์ เราย้ายไปนั่งบนรถสามล้อพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจอดรออยู่หลายคัน คันหนึ่งนั่งได้ประมาณ 4-5 คน คนขับเป็นชาวบ้าน ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ในตัว
ระหว่างทางผ่านชุมชน แทบไม่เห็นรถยนต์สวนไปมา มีแต่รถสามล้อพ่วงแบบนี้ คนขับรายหนึ่ง ซึ่งยังเป็นเด็กสาวอยู่เลย บอกว่าที่ประแสร์จะใช้รถสามล้อพ่วงเป็นหลัก เข้าเมืองไปตลาดก็ใช้ยานพาหนะนี้ บรรทุกได้ทั้งผู้คนและข้าวของ ทั้งทำให้ขับช้า มีความปลอดภัยกว่าขับมอเตอร์ไซค์อย่างเดียว
ข้างรถสามล้อพ่วง จะติดคำว่า "สามล้อท่องเที่ยว ชุมชนเชิงอนุรักษ์บ้านประแสร์" ระหว่างทางได้กลิ่นปลาโชยมา เป็นสัญญาณว่าเรากำลังอยู่ในชุมชนชาวประมง
เริ่มแรก เราไปไหว้ ศาลเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แล้วไปดูต้นตะเคียนยักษ์ที่วัดตะเคียนงาม ที่ว่ากันว่ามีอายุร่วม 500 ปี (ผมสงสัยว่า ถ้ายาวนานขนาดนั้น ก็ต้องก่อนยุคสุนทรภู่อีก) มีต้นตะเคียนใหญ่ร่วมสิบคนโอบ และกิ่งตะเคียนที่หักโค่นลงมา กลายเป็นที่ผูกผ้าแพรสีและพวงมาลัย กระทั่งมีศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง คนขับสามล้อคนหนึ่งบอกว่า เมื่อก่อนเวลาชาวบ้านกลับจากหาปลาขึ้นฝั่ง จะต้องมองหาต้นตะเคียนใหญ่สองต้น ถ้ายังเห็นอยู่ แสดงว่าไม่หลงทาง ได้กลับถึงบ้านแล้ว
หลังจากนั้น เราไปดูป่าโกงกางและทุ่งโปรงทอง ซึ่งเขาทำสะพานเป็นทางเดินลึกเข้าไป สวยงามและบรรยากาศร่มรื่น สถานที่ป่าชายเลนนี้ในตอนกลางคืน จัดเป็นที่เที่ยวชมหิ่งห้อยด้วย สังเกตเห็นโฮมสเตย์ในชุมชนประแสร์มากมาย ถ้าอยากเที่ยวละเอียดจุใจ คงต้องค้างแรมกันแหละ
ไม่นาน สามล้อก็พาเราไปถึงชายทะเล ดูเรือหลวงประแสร์ ดูชาวบ้านยกยอกุ้งเคย และข้ามเรือไปยังวัดแหลมสน ชื่อที่คุ้นเคย ทั้งเป็นชื่อภาพยนตร์ และชื่อเพลง
ชั่วเวลาสั้นๆ ตอนกลางวัน ได้เห็น ได้กลิ่น ได้คิดอะไรมากมาย กับชุมชนเชิงอนุรักษ์บ้านประแสร์ ที่มีต้นทุนเก่า และให้ชาวบ้านปัจจุบัน มีบทบาทช่วยกันดูแลทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม...
--------------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : ประแสร์ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



