
เรื่องราวของ'ลาดิค'
เรื่องราวของ'ลาดิค' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า
มนต์รัก ซีเชลส์ (Seychelles) ทำท่าว่าจะแผลงฤทธิ์กำเริบหนัก เกาะมาเฮ (Mahe Island) ว่าแจ่มแล้ว เจอเกาะพราแลง (Praslin Island) เข้าไป แทบลืมมาเฮไปเลย
ก็เหลือแต่เกาะลาดิค (La Digue Island) นั่นแหละ ว่าจะทำเราล่วงลึกไปในหลุมรักของซีเชลส์อีกหรือไม่
ถ้ายังจำกันได้ สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส (0-22592701-3) หอบฉันมาหย่อนลงที่เกาะมาเฮ ประเทศซีเชลส์ เขามีเที่ยวบินมาซีเชลส์ทุกวัน แวะเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา บินมาอีก 4 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว หลังจากร่อนเร่บนเกาะมาเฮอยู่พัก ฉันก็นั่งเรือต่อไปยังเกาะพราแลง สำรวจเกาะสวยแห่งนี้เสร็จ ได้ฤกษ์ขยับตัวนั่งเรือไปหา เกาะลาดิค กันบ้าง
จะว่าไป ลาดิคคงเหมือนน้องคนเล็กในละแวกนี้ ก็ขนาดของเกาะเล็กแค่หยิบมือเดียว ไม่ใช่เล็กระดับอำเภอหรือตำบลนะ แต่เล็กเหมือนหมู่บ้านมากกว่า
จากเกาะพราแลงนั่งเรือโคลงเคลงไปราวๆ 15 นาที ยังไม่ทันเริ่มมวนท้องเรือก็ทอดสมอหน้าเกาะลาดิคแล้ว เรียกว่าเร็วชนิดอาการเมาเรือตามรังควานไม่ทัน
แรกเห็นลาดิค ฉันก็รู้แล้วว่าเกาะนี้สวยหยดแน่ เพราะผ่านมา 2 เกาะไม่มีเกาะไหนส่งโขดหินมาเป็นรีเซฟชั่นยืนเรียงหน้ากันได้งามขนาดนี้
แสงแดดเองก็เป็นใจ สะบัดไรแดดปลิวระยับไปทั่วผืนน้ำ ขับให้มหาสมุทรตรงหน้าเป็นสีฟ้าเข้ม สวยชนิดทิ้งกระเป๋ากันเลยทีเดียว มาลั่นชัตเตอร์ใส่ทะเลกันเป็นล่ำเป็นสัน
แค่ยืนอยู่หน้าเกาะก็สงสัยในตัวลาดิคเข้าแล้ว เกาะอะไรทำไมใครๆ ก็มีสองล้อเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33
ทั้งชาวเกาะและนักท่องเที่ยว มีจักรยานเป็นเพื่อนสนิทกันทั้งนั้น เรียกว่าจะปั่นไปหัวเกาะท้ายเกาะ ก็สองล้อนี่แหละ คนชอบปั่นจักรยานมาบนนี้คุณจะมีความสุขมากกว่าใคร
ฉันมองหาป้ายโรงแรม Chateau St Cloud (http://chateaustcloud.com) ที่จับจองมาผ่านเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.com) คลิกดูจากแผนที่แล้ว ถึงแม้เป็นโรงแรมที่ไม่ติดทะเล แต่มีความเก๋เป็นที่ตั้ง บูทิคโฮเท็ลเล็กๆ แห่งนี้ สร้างห้องพักได้กลมกลืนกับธรรมชาติ อยู่ในดงดอกชบา ที่ถ้าเดินก็ใช้เวลาจากท่าเรือประมาณ 10-15 นาที แต่ก็ไม่ร้อน เพราะความที่เกาะนี้มีต้นไม้เขียวครึ้มไปหมด
ยังไม่ทันออกไปไหนเลย แค่นั่งเล่นเย็นใจบนระเบียงหน้าเรือนพัก ฉันก็ถูกลมแห่งลาดิคลูบไล้เสียเพลินไปหมด
ดูเหมือนลาดิคไม่ได้เล็กอย่างเดียว แต่สงบประมาณหนึ่งเลย สงบขนาดได้ยินเสียงนก เสียงกา และเสียงวัว เพราะเกาะนี้ผู้คนยังนิยมเลี้ยงวัวเอาไว้ใช้งานอยู่ แทบทุกบ้านและทุกโรงแรมจึงมีวัวไว้เป็นแรงงาน
“จะเดินไป หาดซอร์ส ดิอาร์เจนท์ (Anse Source D'Argent) เหรอ ไม่ไกลหรอก แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถ้าขี้เกียจเดินก็เช่าจักรยานปั่นไปก็ได้ เหมาทั้งวันคันละ 100 รูปี“ รีเซฟชั่นรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาให้ข้อมูล อีกโหมดหนึ่ง นางเหมือนสาวเชียร์จักรยาน เอะอะยุยงให้ปั่นจักรยานท่าเดียว
ไม่ใช่เป็นเกาะที่รังเกียจรถยนต์ แต่นานๆ จะโผล่มาให้เห็นซักคัน ได้ความจากคนแถวนั้นว่า รถยนต์ก็เพิ่งมีได้ไม่นานมานี้เอง ถนนสายหลักของเกาะ กว้างราวๆ 2-3 เมตร ไม่เคยเงียบเหงา เพราะมีรถจักรยานปั่นกันให้ว่อนไปหมด
เป็นการเดินทางที่ไม่เร่งรีบ ฉันแวะสำรวจหาดเล็กหาดน้อยตามเบี้ยใบ้รายทางไปเรื่อย เหมือนดูหนังตัวอย่างเป็นการออเดิร์ฟ ยิ่งเดินยิ่งพบว่าแดดลาดิคไม่ปรานีปราศรัยนักท่องเที่ยว ใครที่รังเกียจแสงแดดอันเผ็ดร้อนแนะว่านั่งผึ่งแอร์อยู่บ้านคงถูกจริตกว่า ส่วนหญิงผู้ไม่มีอะไรจะเสียอย่างฉัน รักใคร่ชอบพอแสงแดดอย่างไม่เคยนึกหน่าย เดินเถิดเทิงบริโภควิวอย่างสบายอารมณ์
ไม่ได้แวะชายหาดอย่างเดียว แต่แวะบ้านคนที่ตั้งแถวริมทะเลด้วย คนที่นี่เขาชิลกันจริงๆ ตอนกลางวันนั่งฟังเพลงในบ้าน ตั้งวงคุยกันริมทะเล จิบเครื่องดื่มเย็นๆ บางบ้านมีจักรยานจอดไว้ให้นักท่องเที่ยวเช่า บางบ้านก็เปิดเป็นร้านของชำ
กว่าจะเดินถึงหาดซอร์ส ดิอาร์เจนท์ก็บ่ายชราพอดี แต่ก็ใช่ว่าแดดจะยอมลดราวาศอก พอถึงที่นั่นก็แทบไม่มีอะไรให้ลังเล หาดสวยติดอันดับโลกแบบนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าพุ่งลงไปแถกไถบนชายหาดและแช่น้ำทะเล
ก็เหมือนกับนักเดินทางคนอื่น เราต่างพลัดหลงเข้าไปในโลกอีกใบ ที่ไม่มีรถยนต์ ไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีแต่เม็ดทราย ชายหาด เสียงคลื่น และสองล้อที่พิงต้นมะพร้าวอยู่
................................................
(เรื่องราวของ'ลาดิค' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า )



