ไลฟ์สไตล์

กทพ.แก้รถติดหน้าด่าน เน้นใช้'อีซี่พาส'แทน

กทพ.แก้รถติดหน้าด่าน เน้นใช้'อีซี่พาส'แทน

20 ก.ค. 2556

กทพ.แก้รถติดหน้าด่าน เน้นใช้'อีซี่พาส'แทน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นายอัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

                   กทพ.เร่งแก้ปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่านต่อเนื่องเป็นหางว่าว รณรงค์ให้ใช้ช่องทาง "อีซี่พาส" มากขึ้น หรือเตรียมเงินให้พอดีกับค่าผ่านทางเงินสด และอย่าชวนพนักงานเก็บเงินพูดคุยจะทำให้ล่าช้าจนการจราจรติดขัดหนัก หากก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่กำลังดำเนินการอยู่ การปรับด่านบางด่านให้เป็นสองชั้น แล้วเสร็จ จะทำให้การจราจรหน้าด่านสะดวกรวดเร็วขึ้น ส่วนปัญหาติดขัดช่วงทางลง แก้ปัญหาโดยเชื่อมต่อสัญญาณภาพจากด้านบนลงไปที่ป้อมตำรวจ เพื่อให้ตำรวจช่วยแก้ปัญหาด้านล่าง ในส่วน กทพ.จะกันช่องทางซ้ายเอาไว้ เพื่อให้รอสัญญาณไฟก่อนลงพื้นราบ หากพื้นราบเปิด รถบนทางด่วนก็ลงได้ ช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรได้ดี นอกจากนี้ กทพ.ปรับค่าผ่านทางครั้งที่ 4 ตามข้อตกลง เพิ่มระยะละ 5-10 บาท มีผลตั้งแต่ 1 กันยายนนี้ เป็นต้นไป  

                  นายอัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนโดยเก็บข้อมูลจากด่านต่างๆ เฉลี่ย 1.8 ล้านเที่ยว ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร บางวันที่มีปริมาณรถมากอาจสูงขึ้นไปถึงเกือบ 2 ล้านเที่ยว โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปริมาณรถสูง 1.99 ล้านเที่ยว ในขณะที่ผิวทางเท่าเดิม ทำให้เกิดความล่าช้าจากจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงระดมเจ้าหน้าที่เปิดช่องทางพิเศษ รวมทั้งการปรับระบบจ่ายค่าผ่านทาง นำอีซี่พาสเข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลดการสะสมของปริมาณรถหน้าด่าน ทำให้ดีขึ้น ถึงแม้ช่วงเช้าและช่วงเย็นมีปริมาณรถจำนวนมากมีความแออัด อาจเกิดความล่าช้าบ้าง แต่ผู้ใช้ทางพิเศษเมื่อขึ้นมาแล้วมีอนาคต ไม่นานก็ได้ไป ติดไม่นาน

                  ปัญหารถลงทางด่วนแล้วติดขัดช่วงทางลง เนื่องจากปริมาณรถในทางพื้นราบมีความหนาแน่น จึงแก้ปัญหาโดยการเชื่อมต่อสัญญาณภาพจากด้านบนลงไปที่ป้อมตำรวจเพื่อให้ตำรวจดึงภาพ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้มาก จากเดิมที่ตำรวจมองไม่เห็นภาพ ต้องรอฟังวิทยุเพียงอย่างเดียว

                  "ส่วนของทางพิเศษช่องทางซ้าย กทพ. ต้องกันช่องทางซ้ายเอาไว้ เพื่อให้รอสัญญาณไฟก่อนลงพื้นราบ แต่ช่องทางหลักต้องไปได้ ปัจจุบันปล่อยช่องทางหลักให้ไปเพื่อไปสู่เป้าหมายให้ไปเร็วขึ้น ส่วนรถช่องทางซ้ายต้องต่อแถว หากพื้นราบเปิดเมื่อไรจะลงได้ ซึ่ง กทพ.บริหารจัดการในลักษณะนี้ ช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่กำลังดำเนินการ การปรับด่านบางด่านให้เป็นชั้นที่สองแล้วเสร็จ จะทำให้การจราจรหน้าด่านมีความสะดวกรวดเร็วขึ้น"     
                  นอกจากนี้ กทพ.ยังรณรงค์ให้ผู้ใช้ทางใช้ช่อง "อีซี่พาส" มากขึ้น เพราะรวดเร็วกว่าการจ่ายเงินสดประมาณ 3 เท่า แต่สำหรับที่ใช่ช่องทางจ่ายเงินสด สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงผู้ใช้ทางทุกท่าน คือก่อนเข้าด่านกรุณาเตรียมเงินให้พอดีกับค่าผ่านทาง นอกจากนี้อย่าถามหรือหยุดพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เก็บเงินเพราะจะทำให้ล่าช้า ส่งผลต่อปัญหาจราจรหน้าด่านได้ จากการทดสอบเวลาเพียง 1 วินาทีมีความหมายมาก จึงต้องจัดเจ้าหน้าที่คอยโบก

                  ส่วนช่องทาง "อีซี่พาส" จากเดิมทฤษฎีบอกว่า อยู่ช่องทางซ้ายบ้าง กลางบ้าง ขวาบ้าง ทำให้ผู้ใช้ทางเกิดความสับสน ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่าจะย้ายช่องทาง "อีซี่พาส" ไปอยู่ช่องทางขวาทั้งหมด เพื่อให้รถวิ่งสะดวกขึ้น ความเร็วเฉลี่ยในขณะผ่านช่องทาง "อีซี่พาส" ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การใช้ความเร็วหน้าด่านทำให้ลดปัญหาการจราจรติดขัด แต่ยังมีผู้ใช้ทางบางส่วนเห็นว่า ช่องทางขวาว่างจึงขับแซงขึ้นมาแล้วปาดเข้าช่องทางซ้าย สร้างปัญหาจราจรเพิ่มขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดและเป็นไปตามกฎระเบียบ

                  ผู้ว่าการ กทพ.พูดถึงปัญหาจราจรหนาแน่นบนทางพิเศษขณะนี้ว่า เป็นเพราะการจราจรทางพื้นราบติดขัด ทำให้รถลงพื้นราบไม่ได้ เมื่อลงไม่ได้ส่งผลทำให้ท้ายแถวขวางทางตรง จึงแก้ปัญหาโดยการตัดท้ายแถว ซึ่งปัญหาการจราจรหนาแน่นบนทางพิเศษ สาเหตุหนึ่งเกิดจากปริมาณรถที่เพิ่มจำนวนขึ้นจากข้อมูลเดิม 2 ปี 4 แสนเที่ยว จะเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนเที่ยว ซึ่ง กทพ.จะบริหารจัดการให้ดีที่สุด เจ้าหน้าที่เหน็ดเหนื่อย แต่ไม่เป็นไร อยู่ให้บริการช่วงเช้าจนถึงเวลา 10.00 น. ช่วงเย็นให้บริการถึง 20.00 น. เพื่ออำนวยการจราจรเส้นทาง กทพ.มีแผนรองรับเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เดินทางด้วยระบบทางพิเศษได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น โดยเตรียมทุกมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวก

                  1 กันยายน 2556 กทพ.มีการปรับค่าผ่านทางขึ้นอีก 5 บาท การปรับค่าผ่านทางครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 โดยยึดถือความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก มีความเป็นเหตุเป็นผล กทพ.ไม่ปรับขึ้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นไปตามข้อสัญญาที่กำหนดไว้

                  การปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษของ กทพ.มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสัญญาร่วมทุนหรือสัญญาสัมปทานที่ กทพ.ให้กับบริษัทเอกชน ปัจจุบันทางพิเศษที่ให้เอกชนร่วมทุนมี 2 โครงการที่กำลังดำเนินการ เปิดให้บริการแล้ว คือ ระบบทางด่วนขั้นที่ 2 บางโคล่ (แจ้งวัฒนะ ศรีนครินทร์) อีกโครงการคือ อุดรรัถยา (บางปะอิน ปากเกร็ด) เส้นทางทั้งสองมีข้อกำหนดในสัญญา เมื่อครบทุก 5 ปี นับแต่วันเปิดใช้ทางพิเศษ ต้องมีการปรับอัตราค่าผ่านทาง
                 
                  "ทางด่วนขั้นที่ 2 เปิดให้บริการในปี 2536 นับ 5 ปีแรก คือ ในปี 2541 ทุกคนทราบว่าเคยมีปัญหาไม่ได้ปรับขึ้น ต้องออกประกาศอีกครั้งในปี 2556 ครั้งนี้เป็นการปรับครั้งที่ 4 เป็นหลักเกณฑ์ในสัญญา ในส่วนของทางด่วนขั้นที่สอง การปรับทุก 5 ปี สิ่งสำคัญที่เป็นตัวแปรในการปรับค่าผ่านทาง คือ ดัชนีผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร สัญญาที่ กทพ.ทำกับ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2531 กำหนดไว้โดยผ่านความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยดูเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าดัชนีผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครในปีใด ไม่ปรับหรือปรับน้อย ค่าผ่านทางไม่ปรับขึ้น ที่ผ่านมา ปี 2541 ปรับขึ้น 10 บาท ปี 2546 ไม่ได้ปรับขึ้น ปี 2551 ปรับขึ้น 5 บาท จากที่ต้องปรับขึ้น 10 บาท แต่ปรับได้ 5 บาท เนื่องจากดัชนีผู้บริโภคไม่ถึง พอมาปี 2556 ปรับขึ้น 5 บาท ถึงแม้ขอปรับมากกว่า 5 บาท แต่ก็ปรับขึ้นได้เพียง 5 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดและกระทบประชาชนน้อยที่สุด"

                  ทางด่วนอุดรรัถยา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนในเขตเมืองและเขตนอกเมือง คือ แจ้งวัฒนะ-เชียงราก และเชียงราก-บางไทร มีการปรับขึ้นค่าผ่านทางในช่วงแจ้งวัฒนะ-เชียงราก และเชียงราก-แจ้งวัฒนะ 5 บาท สำหรับเส้นทางในช่วงเชียงราก-บางไทร และบางไทร-เชียงราก ไม่มีการปรับขึ้นค่าผ่านทางโดยมีอัตราค่าผ่านทางคงที่ คือ 10/20 /30 นั่นหมายถึงการปรับค่าผ่านทางครั้งนี้ปรับเฉพาะในส่วนของทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ส่วนทางพิเศษสายเหนือไม่มีการปรับอัตราค่าผ่านทาง ยังมีค่าผ่านทางเท่าเดิม



...............................................................

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เห็นชอบปรับค่าผ่านทางด่วนขั้น 1-2 ขึ้น 5-10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป

                  คณะกรรมการ กทพ.มีมติเห็นชอบผลการเจรจากับ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) ปรับอัตราค่าผ่านทางของทางพิเศษเฉลิมมหานคร ทางพิเศษศรีรัช และทางพิเศษอุดรรัถยา ปี 2556 รวมถึงเห็นชอบอัตราค่าผ่านทางที่จะปรับขึ้น ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าผ่านทางพิเศษเสนอ หลังจากนี้จะได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมเพื่อออกประกาศอัตราค่าผ่านทางพิเศษต่อไป

                  อัตราค่าผ่านทางพิเศษโครงข่ายในเมือง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ช่วงดินแดง-ท่าเรือ บางนา-ท่าเรือ ดาวคะนอง-ท่าเรือ ทางพิเศษศรีรัช ส่วน A และ B ช่วงถนนรัชดาภิเษก-พระราม 9 พญาไท-บางโคล่ จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษ ดังนี้ รถ 4 ล้อ เก็บ 50 บาท จากเดิม 45 บาท รถ 6-10 ล้อ เก็บ 75 บาท จากเดิม 70 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เก็บ 110 บาท จากเดิม 100 บาท

                  อัตราค่าผ่านทางพิเศษโครงข่ายนอกเขตเมือง ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช ส่วน C ช่วงถนนรัชดาภิเษก-แจ้งวัฒนะ จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษดังนี้ รถ 4 ล้อ เก็บ 15 บาท รถ 6-10 ล้อ เก็บ 20 บาท รถมากกว่า 10 ล้อ เก็บ 35 บาท ส่วนทางพิเศษศรีรัชส่วน D ช่วงถนนรัชดาภิเษก-ศรีนครินทร์ จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษ ดังนี้ รถ 4 ล้อ เก็บ 25 บาท เท่าเดิม รถ 6-10 ล้อ เก็บ 55 บาท จากเดิม 50 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เก็บ 75 บาท จากเดิม 70 บาท

                  ส่วน ทางพิเศษอุดรรัถยา ช่วงแจ้งวัฒนะ-เชียงราก จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษดังนี้ รถ 4 ล้อ เก็บ 45 บาท เท่าเดิม รถ 6-10 ล้อ เก็บ 100 บาท จากเดิม 95 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เก็บ 150 บาท จากเดิม 140 บาท และช่วงเชียงราก-บางไทร จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษดังนี้ รถ 4 ล้อ เก็บ 10 บาท รถ 6-10 ล้อ เก็บ 20 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เก็บ 30 บาท โดยจะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

...............................................

(กทพ.แก้รถติดหน้าด่าน เน้นใช้'อีซี่พาส'แทน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : นายอัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) )