
ไร่ผึ้ง-ฝน ฟาร์มโคนมอินทรีย์ของวิศวกรหนุ่ม
ไร่ผึ้ง-ฝน ฟาร์มโคนมอินทรีย์ของวิศวกรหนุ่ม : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ [email protected]
"ขอให้เรามีใจรักในสิ่งที่ทำ เราจะหาความรู้ มีไอเดียอะไรออกมา ก่อนนี้เปิดเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือตามห้าง ไม่ชอบก็ไม่ค่อยมีไอเดีย ตอนนี้มีเยอะ การอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ไม่เครียด ตื่นเช้ามาอยู่กับบ้าน ได้เลี้ยงลูกเองตั้งแต่เกิดจนเข้าโรงเรียน อยู่กับเขาทุกวัน"
"มาทำฟาร์มโคนม เพราะมีลูกและอยากเลี้ยงลูกเอง ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ทำไม่ได้"
สำหรับคนทั่วไปอาจฟังดูแปลกๆ สักหน่อย แต่ "ศราวุธ ว่องไพกุล" คิดเช่นนั้น และกลับมาทำ ไร่ผึ้ง-ฝน ฟาร์มโคนมอินทรีย์วรรณะวุธ จังหวัดสระบุรี ทั้งที่ไม่มีความรู้และพื้นฐานด้านนี้มาก่อน
ศราวุธเรียนจบด้านวิศวะเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น เขาถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เริ่มเรียน ป.1 กระทั่งเรียนจบระดับปริญญาตรี และทำงาน
กระทั่งปี 2550 เขาจึงเลือกทางเดินชีวิตใหม่มาเป็นโคบาลหนุ่ม บริหารจัดการฟาร์มโคนมของพ่อซึ่งกำลังจะเลิกทำกิจการ
อันที่จริงพ่อของเขาก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้ เพราะมีอาชีพเป็นเถ้าแก่พืชไร่ ออกเงินกู้ให้ลูกค้าปลูกแล้วรับซื้อเพื่อส่งขาย
เมื่อลูกค้าจะขายที่ดิน พ่อของเขารับซื้อไว้ และปล่อยให้ชาวบ้านเช่าเพาะปลูกพืช ทำสวนผลไม้บางส่วน โดยปลูกน้อยหน่า สวนมะขาม แล้วประสบปัญหาเหมือนเกษตรกรคนอื่นๆ คือพอผลผลิตมาก ราคาขายก็ถูก ไม่คุ้มต้นทุน จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงโคนมในปี 2540 เลี้ยงไปๆ กลับมาลงสูตรเดิมคือน้ำนมดิบราคาต่ำ
"พ่อบริหารมีลูกน้องจัดการทั้งหมด ลงเงินทุกปี ซื้อวัว เดี๋ยววัวตาย วัวป่วย น้ำนมราคา 10 บาทต่อกิโล ตอนนั้นอาหารวัวยังถูก พอเลี้ยงไปๆ ต้นทุนอาหารแพงขึ้น เมื่อก่อนวัวถูกขังอยู่ในคอก หาทุกอย่างให้กิน มีหญ้าแค่ 30-40 ไร่ และซื้อฟางให้วัวกิน เมื่อก่อนไม่แพง พอเราเลี้ยงแล้วรู้ว่าฟางมีคุณค่าอาหารน้อยมาก ก็เลิกใช้"
ฟาร์แห่งนี้มีที่ดินทั้งหมด 400 ไร่ ศราวุธมาปรับระบบใหม่ โดยเน้นการเลี้ยงแบบโคอินทรีย์ 65 ตัว ใช้พื้นที่ทำฟาร์มอินทรีย์ 200 ไร่ แบ่งทำอาหารสัตว์ ปลูกหญ้า 100 ไร่ มัน 50 ไร่ ข้าวโพด 50 ไร่ หมุนเวียนแปลงกัน เพราะต้องพักแปลง ไม่ปลูกซ้ำๆ ศัตรูพืชจะมา ส่วนพื้นที่อื่นๆ ปลูกไม้ยืนต้น เป็นป่าธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ตอนนี้ปัจจัยในฟาร์มสมบูรณ์มีไก่ป่า กระแต นก กลับมา
รวมทั้งจัดการฝูงให้มีจำนวนน้อยลงแต่มีผลผลิตมากกว่า (เมื่อเทียบกับจำนวน) จากเดิมเลี้ยงวัว 110 ตัว รีดนมได้ 30 ตัว
ปัจุบันเลี้ยง 65 ตัว และรีดนม 34 ตัว ตัวอื่นๆ สลับให้พักอันเนื่องจากท้องแก่ ตกลูก หรือเป็นวัวสาว
"ผมจัดการให้มีวัวรีดทั้งปีเฉลี่ย 34 ตัวทั้งปี เราหมุนเวียนวัวให้ท้องและรู้โปรแกรมการคลอด รู้ว่าตัวนี้อีกหกเดือน เจ็ดเดือน เขาจะคลอดช่วงไหน คลอดกี่ตัว เราจัดการให้มีการคลอดทุกเดือนหมุนเวียนกันไป วัวแต่ละตัวเราใช้ประมาณ 4-5 ท้อง อายุเยอะคุณภาพน้ำนมจะด้อย ใช้ระยะการรีดนานขึ้น ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้คาดคะเนได้อย่างน้อยหกเดือน"
รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต โดยปลูกหญ้า ข้าวโพด มัน เองซึ่งควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า
ศราวุธเล่าถึงสาเหตุที่มาทำฟาร์มว่า
"พ่อจะไม่เลี้ยงแล้ว เราอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ อยากมีชีวิตไม่เครียด ไม่ต้องดิ้นรนแข่งกับเวลา เผชิญรถติด บวกกับมีครอบครัว มีลูกอยากเลี้ยงเอง ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เลี้ยงเองไม่ได้ ต้องเอาลูกมาให้พ่อแม่เลี้ยง แต่เราอยากฝึกลูกเองตั้งแต่เล็ก พ่อจะเลิกเลี้ยงวัวก็เลยอาสากลับมา ใจจริงอยากใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติสบายๆ ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย แต่มีใจชอบเลี้ยงสัตว์ อันดับแรกไปดูฟาร์มเพื่อนบ้าน แต่ละฟาร์มเลี้ยงคล้ายกันคือ หนึ่ง - เน้นผลผลิตต่อตัว ได้น้ำนมเยอะ มีฟาร์มดังของแถบนี้ วัวเขามีน้ำนมมาก วัวตัวใหญ่ เราก็ชอบตั้งเป้าหมายว่าพัฒนาให้วัวมีน้ำนมมาก"
จากการพูดคุยกับผู้รู้ทำให้ทราบว่า การจะบริหารจัดการฟาร์มให้ประสบความสำเร็จต้องดูสามเรื่องคือ พันธุกรรมวัว อาหาร และการจัดการทั้งหมด ในสามเรื่องนี้พันธุกรรมทำได้ยากที่สุด เพราะระยะเวลาที่วัวผสมพันธ์กัน ตั้งท้องและคลอดใช้เวลา 3 ปีกว่าจะรู้ว่าลูกออกมาดี-ไม่ดี
หลังทดลองทำแล้วพบว่า วัวที่ให้ผลผลิตมากมีข้อเสียคือ ร่างกายไม่แข็งแรง เพราะเป็นพันธุกรรมจากต่างประเทศ เขาจึงกลับมาดูจุดแข็งของฟาร์ม และได้ข้อสรุปว่าไม่จำเป็นต้องพัฒนาวัวเพื่อให้ได้น้ำนมมาก แต่เลี้ยงวัวให้แข็งแรง ดูระบบเจริญพันธุ์ ให้ตกลูก
วัวจะให้น้ำนมดี ต้องตกลูก วัวตกลูกบ่อย หนึ่งปี ตกลูกหนึ่งตัว ชดเชยตรงนี้เริ่มคัดเอา วัวแก่ วัวไม่ได้คุณภาพออก พอจำนวนวัวน้อยตัวลง ผลผลิตก็ลดตาม จากที่เคยได้ 500-600 กก.ต่อวัน ลดเหลือ 200 กก.
"พ่อไม่เห็นด้วยแน่นอน (หัวเราะ) คนงานที่เคยรีดนมวัวให้พ่อ ผมก็ให้ออก เพราะไม่ร่วมมือ คือเราได้ความรู้ใหม่ๆ อยากให้เขาพัฒนาไปกับเราก็ไม่ทำ ก็ต้องหาคนอื่นมาฝึก ช่วงนั้นทำเองหมด รีดเองคนเดียวดูและทำทุกอย่าง ทำทุกอย่างให้เป็นระบบ ให้คนคนเดียวทำงานได้ จนหาคนและฝึกให้มาทำงานแทนได้
"พอทำไปเรื่อยๆ มีพี่รู้จักกันมาถามว่าสนใจผลิตนมอินทรีย์ไหม และพาไปคุยกับพี่พฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้ก่อตั้งแดรี่โฮม ซึ่งบอกว่านมอินทรีย์คือเน้นพึ่งตนเอง อยู่กับสภาพแวดล้อม ใช้หลักพึ่งกันและกัน ไม่พึ่งปัจจัยภายนอก ไม่ใช้สารเคมี ยาปฏิชีวินะ ไม่ใช้ปุ๋ยในแปลงพืช เราก็สนใจ เพราะเป็นแนวทางเดียวกัน พี่พฤฒิส่งไปเรียนตามกรมปศุสัตว์ ปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ใช้เวลาสามปีกว่าจะได้ใบประกาศจากกรมปศุสัตว์รวมสี่ปี"
โดยปีแรกต้องปรับดินก่อน ถ้าวัวกินอาหารอินทรีย์ ก็จะเป็นวัวอินทรีย์โดยปริยาย
ปัญหาคือต้องรอ เพราะพื้นที่ติดสัญญาเช่า ชาวบ้านทำไร่อ้อย พอได้ที่ดินคืนมาแล้ว ต้องพักดินเป็นปีไม่ใช้สารเคมี ถึงเข้าระบบปลูกพืช แต่มีความเชื่อว่าเป็นไปได้ก็ทำมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นมีคนพูดมากมายว่าจะไปได้ไหม คนไม่เชื่อก็บอกเป็นไปไม่ได้ ขนาดพ่อยังบอกว่าจะไหวหรือ
แม้จะมีต้นทุนดี ไม่มีภาระค่าเช่า ทุกอย่างเป็นของครอบครัว แต่ก็เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย เพราะต้องทำให้ฟาร์มมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการทุ่มเทและทำงานหนัก
"เรามีเป้าหมายหลักปรับเปลี่ยนให้เป็นอินทรีย์ ปัจจัยการเลี้ยงต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่อาหาร วัวตัวหนึ่งกินอาหารเยอะมาก แต่ของเราที่ดิน 200 ไร่ผลิตได้เกินแบ่งให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มได้อีก ต้นทุนตอนนี้ลดลงแน่นอน สมัยก่อนเป็นอาหารข้น ไม่ใช่พืชสีเขียว เป็นมัน รำ คิดสูตรให้ได้โปรตีนตามวัวต้องการแต่ระยะ เริ่มรีด รีดแล้ว ต้องการโปรตีนกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องคิดสูตรอาหารว่าในมันถั่วเหลืองมีโปรตีน ให้พลังงานเท่าไร พอไหม เอาทั้งหมดมารวมกัน
"วัตถุดิบพวกนี้ราคาสูงขึ้นทุกปี ตอนเลี้ยงใหม่ๆ มัน 4 บาทต่อกิโลกรัม ตอนนี้ 8 บาท รำจาก 7 บาทเป็น 11 บาท พอมาเลี้ยงแบบอินทรีย์ ลดหมดลย ใช้แค่ มัน รำ ถั่วเหลือง พึ่งปัจจัยภายนอกแค่รำ ถั่วเหลือง ก่อนนี้มีเปลือกถั่ว และอื่นๆ แล้วแต่ที่เราจะหามาเพื่อเกลี่ยให้ได้โปรตีนตามต้องการ เช่น ต้องได้โปรตีน 20 ในเงื่อนไขที่ราคาอาหารกิโลละ 8-10 บาท
"ตอนนี้เราเน้นอาหารหยาบเป็นหลักให้กินหญ้า 80 เปอร์เซ็นต์ บวกข้าวโพดหมัก ไม่คำนวณโปรตีนแล้ว ถ้าเป็นหญ้าที่คุณภาพดีตัดได้อายุ โปรตีนอยู่ที่ 11-12 เราไม่ได้เน้นวัวน้ำนม มากเหมือนก่อน ไม่จำเป็นต้องกินอาหารโปรตีนสูงขนาดนั้น เขาจะให้น้ำนม 13-14 กก.ต่อตัวต่อวัน"
วัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหาร ที่ต้องซื้อคือเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและนำมาปลูกเอง ส่วนมันและหญ้าใช้พันธุ์ของที่ฟาร์ม
เวลาเพาะปลูกพืช ศราวุธจ้างคนงานซึ่งเป็นแรงงานรับจ้างมาปลูกมัน ครั้งละสิบคน เพราะต้องปักเสียบ ส่วนข้าวโพดก็ให้คนขับรถไถหนึ่งคน ใช้ระบบไถหยอด โดยเขามีรถไถเอง มีคนงานประจำรีดนมวัวสี่คน
ทว่า กว่าจะบริหารจัดการฟาร์มให้ลงตัวเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างต้องเรียนรู้ พร้อมปรับตัว ผ่านการลองผิดลองถูกบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
ประการสำคัญคือต้องมีความเชื่อ และรักในงานที่ทำ
ศราวุธบอกว่า ปัญหาอุปสรรคมีตั้งแต่เริ่มคิดทำ เพราะไม่มีความรู้ แต่เขาเป็นคน "คิดบวก" ไม่คิดว่านี่เป็นปัญหา แต่เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ เพราะอยู่แต่ในเมือง
งานโคนมจึงกลายเป็นเรื่องสนุก เป็นของเล่นใหม่ในชีวิต !
"พอเป็นสิ่งที่เราชอบ เราจะค้นคว้า หาความรู้ใหม่ เขาเปิดอบรมอะไรเราก็ไปเข้าฟัง หาความรู้ตลอดเวลา นำมาประยุกต์ใช้กับฟาร์ม ฟาร์มนี้เหมือนบ้านที่สร้างมาแล้ว จะรื้อก็ยาก ต้องใช้วิธีปรับเปลี่ยน ทำอย่างไรใช้ทุนน้อยที่สุด มีทุนค่อยขยาย
"พ่อไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะไม่มีคนทำแบบนี้ เราตัดสินใจมาอยู่ข้างใน (หมายถึงอยู่ในฟาร์ม) พ่อไม่เห็นด้วย เอาลูกมาเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม แต่เราตัดสินใจแล้วกระโดดมาทำ ปีแรกพ่อไม่ปล่อยเลย ไม่ว่าตัดสินใจทำอะไรต้องผ่านพ่อตลอด เพราะพ่อกุมบัญชี พอเบิกเงินทำอะไรปั๊บ เขาจะถาม บางอย่างก็ให้ ไม่ให้ นานเป็นปี กว่าจะให้เอาบัญชี ระบบเงินไปจัดการเอง
"เมื่อก่อนตอนพ่อเลี้ยงเองก็ทำแบบนี้ มีเงินโอนเข้าบัญชีแล้วจ่ายออก ไม่รู้ว่ารายรับเท่าไร ยังไง เห็นแต่ตัวเลขว่าวันนี้ขายน้ำนมได้ 400 กิโล คำนวณว่าเดือนหนึ่งได้เท่าไร แต่ไม่เคยรู้ว่าจะจัดการวัวอย่างไรให้วัวท้อง"
เหตุผลที่ต้องให้วัวท้อง เพราะจะมีน้ำนมมาก แต่เมื่อวัวท้องแก่ เขาก็จะหยุดให้วัวได้พัก นั่นเป็นการจัดการให้ฟาร์มมีรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน
เพราะเรียนวิศวะ จึงเป็นนักคำนวณ?
"สิ่งที่ได้จากการเรียนวิศวะ คือคิดเป็นขั้นตอน ต้องมีสูตรสำหรับแก้โจทย์ ไม่งั้นไปไม่ได้ แต่ทั้งหมดไม่ใช่จินตนาการเอาเอง เรามีทฤษฎี เอาทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ จะทำตามเป๊ะไม่ได้ เพราะมีตัวแปรตามธรรมชาติหลายอย่างมาก แต่เอาให้ใกล้ทฤษฎีมากสุด"
"ขอให้เรามีใจรักในสิ่งที่ทำ เราจะหาความรู้ มีไอเดียอะไรออกมา ก่อนนี้เปิดเป็นร้ายขายโทรศัพท์มือถือตามห้าง ไม่ชอบก็ไม่ค่อยมีไอเดีย ไม่มีชีวิตชีวา ตอนนี้มีเยอะ การอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ไม่เครียด ตื่นเช้ามาอยู่กับบ้าน ได้เลี้ยงลูกเองตั้งแต่เกิดจนเข้าโรงเรียน อยู่กับเขาทุกวัน"
ศราวุธบอกว่าก่อนที่จะรู้จักเจ้าของแดรี่โฮม (ซึ่งตอนนี้เขาขายน้ำนมดิบให้) เขาคิดตลอดว่าจะทำอย่างไรให้น้ำนมดิบมีคุณภาพ เมื่อก่อนมีการตัดเกรดน้ำนม วัวที่ไร่ไม่เคยได้เกรด 1 เลย
"พอเราทำนมคุณภาพดี แต่ขายได้ราคาเท่ากับของเกษตรกรทั่วไป ก็รู้สึกว่าถ้าทำของดีควรจะขายได้ราคาที่ดีกว่านี้ พอดีเขาพาไปคุยกับพี่พฤฒิ แต่เกษตรกรทั่วไปไม่กล้า กลัว หากบอกว่าทำแล้วน้ำนมลด เพราะรายได้หายไป แต่ไม่นึกว่าต้นทุนลดลง"
ปัจจุบัน ไร่ผึ้ง-ฝน ผลิตน้ำนมดิบ 450-460 กก. รายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2.7-2.8 แสนบาท/เดือน โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 12 บาท/ลิตร และบริษัทรับซื้อลิตรละ 20 บาท ถ้าคุณภาพดีมากบริษัทให้ 22 บาท
สิ่งคาดหวังในการทำโคนมอินทรีย์คือ ผลิตน้ำนมคุณภาพดี
"เราภูมิใจที่ทำอาหารให้คนกิน เราใส่ใจละเอียดเรื่องคุณภาพ เหมือนที่ตั้งเป้าหมายว่า อยากทำนมคุณภาพดี ให้ประชาชนทั่วไปได้รับสิ่งดี"
ส่วนแผนงานในอนาคตคือ ทำผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบ
..................................................
(ไร่ผึ้ง-ฝน ฟาร์มโคนมอินทรีย์ของวิศวกรหนุ่ม : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ [email protected])



