ไลฟ์สไตล์

เมืองพระยาพิชัยฯ ใช่เพียงทางผ่าน

เมืองพระยาพิชัยฯ ใช่เพียงทางผ่าน

11 มิ.ย. 2552

“เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก” คำขวัญประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดที่ใครๆ ต่างมองว่าเป็นเพียงเส้นทางผ่านไปสู่จังหวัดในภาคเหนือเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วจังหวัดเล็กๆ ที่ถูกมองผ่านนี้ กลับมีสถานที่ท่องเที่ยวน่

 หลังจากผ่านการเดินทางมายาวนานกว่า 7 ชั่วโมง คาราวานรถตู้ทั้ง 4 คันก็เข้าสู่เขตจ.อุตรดิตถ์ในช่วงบ่ายแก่ๆ พวกเราประเดิมสถานที่แรกด้วยการมุ่งหน้าไปสักการะอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าศาลากลาง แล้วต่อด้วยการเข้าชม พิพิธภัณฑ์ดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่เล่าว่า ตัวดาบและฝักมีน้ำหนักรวมกันถึงกว่า 5 ตันเลยทีเดียว

 ก่อนพระอาทิตย์จะลาลับโค้งฟ้า พวกเรามุ่งหน้าสู่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นลำน้ำน่าน ตั้งอยู่ที่ อ.ท่าปลา ที่นี่ฉันได้สัมผัสทิวทัศน์ที่สวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ รวมถึงพรรณไม้งามสะพรั่ง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และก็เป็นไปได้อย่างใจหมาย พวกเรายังมีโอกาสได้ล่องเรือชมความสวยงามของทะเลสาบสุริยันจันทรา ชมพระอาทิตย์อัสดงในมุมที่สวยที่สุด...ทำเอาช่างภาพมืออาชีพและมือใหม่ช่วงชิงมุมเด่นเก็บภาพกันเป็นพัลวัน

 เช้าวันใหม่ฉันโผล่ออกจากห้องพักบนแพริมน่านตั้งแต่เช้าตรู่ หวังสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ ซึ่งไม่บ่อยนักที่คนเมืองกรุงอย่างฉันจะมีโอกาสได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดแบบนี้ แต่ยังไม่ทันสาแก่ใจก็ได้เวลาเดินทางกันอีกแล้ว โดยเริ่มที่ วนอุทยานต้นสักใหญ่ ภายใน อ.น้ำปาด เราได้พบต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า 1,500 ปี จากนั้นเดินทางไปศึกษาประวัติและขั้นตอนการทำเหล็กน้ำพี้ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้ แร่เหล็กศักดิ์สิทธิ์ ที่อำเภอทองแสนขัน พ่วงด้วยการกราบสักการะศาลพระแสง พระขรรค์และพระสุข ที่ชาวบ้านละแวกนี้ต่างให้ความนับถือและเป็นที่โจษขานในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์

 แล้วก็มาถึงช่วงพิเศษสุดเมื่อถึงมื้อเที่ยง พวกเราได้รับประทานอาหารพร้อมล่องแพชมธรรมชาติริมสองฝั่งลำน้ำน่านที่ ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน ชมเส้นทางการไหลแพไฟที่ยิ่งใหญ่ของชาวบ้าน โดยเริ่มต้นจากท่าน้ำวัดวังแดงไปสิ้นสุดที่ท่าน้ำบ้านหาดสองแคว ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่สืบทอดกันมาแต่โบร่ำโบราณ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 3-5 ธันวาคมของทุกปี อีกทั้งลำน้ำสายนี้ยังเคยเป็นเส้นทางที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้น เมื่อครั้งเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2444

 บ่อยคล้อยเมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็ทำท่าว่าจะหลับพับลงมาปิดลูกตาดำซะให้ได้ แต่กระนั้นก็เป็นได้แค่เพียงเกือบจะเท่านั้น เพราะถึงเวลาของการตะลุยป่าสไตล์แอดเวนเจอร์เสียก่อน แม้จะไม่ค่อยสันทัดเท่าใดนัก แต่เมื่อมาถึงที่แล้วมีรึจะยอมแพ้ และที่แน่ๆ ต้องขอบคุณรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ของพี่ๆ ชาวบ้านใจดีแถวนั้นสู้อุตส่าห์พาเราไปจนถึง จุดชมวิวห้วยเรือ อ.ลับแล อันเป็นจุดสูงที่สุด ซึ่งสามารถมองเห็นพื้นที่ของ 3 จังหวัด คือ ด้านซ้ายเป็น จ.อุตรดิตถ์ ด้านขวาเป็น จ.สุโขทัย และด้านหน้าเป็น จ.แพร่

 วันสุดท้ายในเมืองลับแล หลังจากยกข้อมือดูนาฬิกา ที่หน้าปัดบอกว่ายังพอมีเวลาให้เที่ยวชมวัดได้อีกหลายแห่ง พวกเราตั้งต้นที่ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนปลาย ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระยาลิไท ถัดมาเป็น วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญของอุตรดิตถ์ ตามตำนานมีความเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับบนแผ่นศิลาแลง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ต่อมาได้มีการปั้นลวดลายพุทธบัลลังก์ครอบไว้เมื่อปี พ.ศ. 2457 และจะมีการจัดงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

 จวบจนถึงเวลาอำลาอุตรดิตถ์ พ่อเมือง ธวัชชัย ฟักอังกูร ส่งคณะพวกเรากลับบ้านด้วยการพาเข้าไปกราบนมัสการ พระครูปภากรสิทธิคุณ เจ้าคณะตำบลไผ่ล้อม เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของ วัดดงสระแก้ว ซึ่งพระครูได้เล่าถึงประวัติของหลวงพ่ออู่ทองที่เป็นที่นับถือของชาวบ้านว่า เดิมทีองค์พระพุทธรูปเป็นทองคำแท้ ปางมารวิชัยสมัยอู่ทอง เมื่อปีพ.ศ. 2520  ได้สูญหายไป ชาวบ้านพยายามติดตามหาอยู่หลายปีแต่ก็ไม่ได้กลับมา จึงได้ร่วมกันหล่อองค์จำลองขึ้นขนาดเท่าองค์เดิมแทน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่อุโบสถไม้สักทองให้ชาวบ้านได้สักการบูชา  

 พวกเราก็ได้แต่หวังว่า ในหัวใจนักท่องเที่ยว "เมืองพระยาพิชัย" คงมิใช่เพียงแค่ทางผ่านอีกต่อไป