
Gross Nation Happiness แห่งภูฏาน
Gross Nation Happiness แห่งภูฏานสอศ.ดึงหลักการแห่งความสุขสู่ชั้นเรียน เรื่อง-ภาพ.... สุพินดา ณ มหาไชย
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลัง "วิบัติ" หลายประเทศ แม้แต่ "ยักษ์ใหญ่" ยังต้องเจอกับความเจ็บปวด ซึ่งแม้จะหาทางเอาตัวรอดมาได้ แต่ ความสุข ของคนในประเทศก็ถูกบั่นทอนลง แต่ดูเหมือนความสุขของ คน "ภูฏาน" ไม่ได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่แห่งความล้มเหลวของการพัฒนาตามกระแสหลักมากนัก ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "ภูฏาน" ยังคงรักษาแนวทางพัฒนาประเทศในแบบของตัวเองไว้ได้ ดินแดนแห่งนี้ไม่เอาเป็นเอาตายกับ GDP (Gross Domestic Product) เหมือนบางประเทศ พวกเขาบอกว่า ตัวเลขตัวเดียว หรือ "Magic Mumber" ตัดสินอะไรไม่ได้ ที่สำคัญ "เงิน" ไม่ได้เป็นเป้าหมายสุดท้ายของทุกๆ อย่าง ความสำเร็จในการพัฒนาที่แท้จริงต้องวัดกันที่ "มวลรวมความสุขของคนทั้งประเทศ" หรือ Gross Nation Happiness (GNH) ในโอกาสที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินทางไปเจรจาความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศภูฏาน ได้มีโอกาสเรียนรู้หลักการของ "GNH" และเตรียมดึงมาสอดแทรกในชั้นเรียนด้วย เป้าหมายเพื่อสร้างนักศึกษาให้ "เป็นคนที่รู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุข ไม่เป็นเพียงเครื่องจักรตามล่าเงิน"
ภูฏาน มีประชากรแค่ 7 แสนคน ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เหลือพื้นที่ป่าถึง 60% ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นสังคมที่มีความปรุงแต่งในระดับต่ำ แม้ใน กรุงทิมพู (Thimphu) เมืองหลวงของประเทศ เริ่มมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ยี่ห้อดังจากเกาหลีและญี่ปุ่นวิ่งกันขวักไขว่ มีร้านกาแฟตามวัฒนธรรมกาแฟนิยมผุดขึ้นรองรับนักท่องเที่ยว แต่ผู้คนส่วนใหญ่นอก กรุงทิมพู ยังใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมตามลักษณะสังคมเกษตรกรรม ภูฏานไม่เร่งรีบพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมอันร่ำรวย เพราะในมุมมองของภูฏาน เป้าหมายของการพัฒนาประเทศไม่ใช่การเพิ่มตัวเลขรายได้ต่อหัวของประชากร หากแต่เป็นการเพิ่ม ความผาสุก ทั้งทางร่างกายและจิตใจของคนในประเทศ และคำว่า "ความสุข" ของภูฏาน ไม่ได้พูดกันอย่างเลื่อนลอย เพื่อให้เป็นรูปธรรม ภูฏานกำหนดองค์ประกอบของชีวิตที่เป็นสุขไว้อย่างชัดเจน
Karrma Tshiteen เลขาธิการคณะกรรมการความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness Commission) บอกว่า ภูฏานมีการติดตามความสุขมวลรวมประชาชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีสำรวจวัดผลทุก 2 ปี ล่าสุดเป็นการสำรวจในปี 2010 ซึ่งองค์ประกอบของ ความสุขตามหลักการของ GNH นั้น แยกเป็น 9 องค์ประกอบ มีดัชนีชี้วัดถึง 146 ตัว
องค์ประกอบแรกๆ ของ GNH เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ซึ่งการพัฒนาของทุกๆ ประเทศต้องคำนึงถึง ได้แก่ 1.มาตรฐานความเป็นอยู่ (Standard of living) 2.สุขภาพ (Health) 3.การศึกษา (Education) 4.ธรรมาภิบาล (Good governance) เป็นการตั้งเป้าหมายในการพัฒนาและทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงการส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมและการบริหารประเทศ
ส่วนองค์ประกอบที่เหลือนั้น เป็นตัวแปรที่ภูฏานให้ความสำคัญอย่างมากและเป็น รากฐานที่ทำให้แนวทางการพัฒนาประเทศของภูฏานถ่างออกจากกระแสหลัก นั่นก็คือ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Ecological diversity and resilience) ภูฏานมีกฎหมายที่รุนแรงห้ามการตัดไม้ทำลายป่าและแหล่งน้ำ ต้องการให้รักษาพื้นที่ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 60% ให้ธรรมชาติมีความหลากหลายและให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติ 6.การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมภูฏาน (Cultural diversity and resilience) จะส่งมีการส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่นเพื่อดำรงค์คุณค่า วัฒนธรรมต่างๆ ไว้ เช่น การแต่งกาย อาหาร 7.สุขภาวะทางด้านจิตใจ (Psychological Well-Being) ภูฏานต้องการให้ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดีในแง่ของจิตใจด้วย เช่น มีการฝึกจิต การฝึกสมาธิ ลดความเครียด
8.พลังชุมชน (Community vitality) ภูฏานต้องการให้ชุมชนของเขาเป็นชุมชมที่เข้มแข็ง มีชีวิตชีวา คนในชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือไว้ใจกันได้ มีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน และ 9.การบริหารเวลาและความสุข (Time use and happiness) ภูฏานสอนให้คนของเขาแบ่งเวลาออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง คือ ทำงาน พักผ่อนและทำกิจกรรม และพยายามให้ทุกคนบริหารจัดการเวลาให้ดีที่สุด
Karrma บอกว่า จะไม่มีการนำคะแนนสำรวจของแต่ละองค์ประกอบมารวมเป็นตัวเลขเดียวแล้วตัดสินใจว่า คนภูฏานยังมีความสุขดีหรือไม่ แต่จะให้ความสำคัญกับทั้ง 9 องค์ประกอบ ด้านใดมีปัญหาก็จะต้องเข้าไปปรับปรุง เช่น จากการสำรวจล่าสุดในปี 2010 พบว่า คนภูฏานยังมีความสุข และอาชีพมีความสุขสูงสุด คือ พระ ข้าราชการ ต่ำสุด คือ เกษตรกร อย่างไรก็ตาม พบว่า ในองค์ประกอบบางเรื่องเริ่มมีปัญหา เช่น Psychological Well-Being พบว่า 90% ของประชาชนไม่ค่อยนั่งสมาธิกัน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปี 2010 จึงกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องให้นักเรียนนั่งสมาธิวันละ 1-2 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์
“อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญสุดใน GNH คือ ครอบครัว เพราะพ่อแม่เป็นต้นแบบส่งต่อคุณธรรมจริยธรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้ดีที่สุด และถ้าครอบครัวเข้มแข็งแล้วปัญหาอื่นก็จะบรรเทาลง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงมีมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็ง เช่น ให้นำลูกมาเลี้ยงที่ที่ทำงานได้ สร้างแรงจูงใจให้คนในครอบครัวทำกิจกรรมด้วยกัน และพยายามรักษาให้ครอบครัวไม่แตกแยกด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้กลไกศาลไกล่เกลี่ยคู่ที่กำลังจะแยกทาง หรือมีการเก็บภาษีอย่างแพงกับผู้ที่หย่าร้าง“
ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ สอศ.บอกว่า สอศ.ตั้งใจจะนำหลักการของ GNH ในบางเรื่องมาปรับใช้กับการเรียนการสอนสายอาชีวศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีในการปลูกฝังนักศึกษาเพื่อไม่ให้ทำงานโดยมุ่งหวังแต่รายได้อย่างเดียว แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วย โดย สอศ.จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาหลักการ GNH โดยเฉพาะ แต่เบื้องต้นคิดว่า สามารถนำมาปรับใช้ได้หลายเรื่อง เพราะภูฏานเองก็มีการแปลง GNH มาสู่ด้านการศึกษา เช่น การทำสถานศึกษา เป็น Green school



