ไลฟ์สไตล์

เยาวชน...คนปลายแถว?

เยาวชน...คนปลายแถว?

10 มิ.ย. 2552

“อยากรู้อะไรถามมา ถามมาตรงนี้จะตอบให้...ในกระเป๋ามีอะไร แอบอัดเทปไว้รึเปล่า แต่ก่อนนี้มีสายตำรวจปลอมเป็นลิเกเข้ามา แต่โดนฆ่าตายไปแล้ว...” ผู้ช่วยนักวิจัยเล่าให้ดิฉันฟังถึงเหตุผลที่ทำให้เขาหวาดกลัวและขอลาออกจากคณะในการศึกษาวิจัยเรื่องความรุนแรงในโลกของวัย

 คำบอกเล่าของชาวบ้านส่วนหนึ่งทำให้ดิฉันเริ่มเข้าใจว่า ประวัติศาสตร์ของชุมชนมีความเกี่ยวโยงมาถึงวิถีของเด็กวัยรุ่น รุ่นลูก รุ่นหลานของพวกเขาอย่างไร

 “แถวนี้ สมัยก่อนที่จะปราบปรามยาเสพติดนะ เป็นดงเลย ทำของกัน ทั้งเสพทั้งขาย มีมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ผงขาวจนมาถึงยาบ้าแหละ ไอ้พวกที่สติไม่ดีที่เดินๆ อยู่น่ะ ก็เป็นผลมาจากเสพยาทั้งนั้นแหละ”

 การใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนทำให้ดิฉันเข้าใจความซับซ้อนที่เป็นสาเหตุของการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายของเด็กและเยาวชนลึกซึ้งมากขึ้นกว่าก่อนหน้าที่ดิฉันจะทำการศึกษาวิจัย นอกเหนือจากการที่ผู้กระทำผิดกฎหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ในพื้นที่วิจัยของดิฉันจะเป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดและเติบโตในครอบครัวที่อ่อนแอแล้วนั้น พวกเขายังเติบโตในสภาพชุมชนและสังคมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเขากระทำผิดด้วย

 เยาวชนผู้กระทำผิดกฎหมายคนหนึ่งเล่าว่า “ผมทนไม่ได้ เขามาทวงเงินแม่ผม เขาด่าแม่ผมทุกวัน แล้วเขาก็ให้ผมขายยาใช้หนี้ ผมทำเพราะไม่อยากให้แม่ถูกด่า พอทำครั้งนั้นแล้วก็ทำมาเรื่อยๆ”

 “ไม่รู้จะนอนที่ไหนเลย ชุด ปส.มันกำลังล่าตัวผม”...

 การถูกไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดเป็นเหตุผลของการไม่มีที่นอน เขาโทรศัพท์มาคุยกับดิฉันในช่วงตีสามของคืนวันหนึ่ง

 น่าแปลกที่ดิฉันเห็นเฉพาะ กลุ่มเด็กและเยาวชนผู้กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายในระดับปลายแถวนั้น ต่างพากันหนีการไล่ล่า ตามจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหัวซุกหัวซุน หากแต่ “กลุ่มคนโต” ที่อยู่เบื้องหลังผู้คอยบงการ สั่งการ ตั้งเป้าในการกระทำผิดของเหล่าบรรดาเยาวชน กลับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน หวาดหวั่น หรือต้องหลบหนีแต่ประการใด ทั้งๆ ที่เหล่าบรรดา “คนโต” เหล่านี้อยู่ในชุมชนเดียวกันกับเด็กและเยาวชนผู้ถูกไล่ล่า

 ดิฉันตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดพวกเขาเหล่านั้นจึงรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พวกเขาใช้กลยุทธ์อะไรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมองข้ามการกระทำผิดกฎหมายของพวกเขาได้

 ชาวบ้านในชุมชนรู้เรื่องราวของการกระทำผิดกฎหมายของคนในชุมชนเดียวกันเป็นอย่างดี ปรากฏการณ์ของการที่ผู้กระทำผิดปลายแถวโดนไล่ล่า ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่กลับเป็นฝ่ายรอดนั้น กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

 “มันเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา”

 ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นประเด็นที่จะต้องทบทวนทำความเข้าใจถึงความหลากหลายของสภาพบริบททางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ชุมชน ที่ส่งผลเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนในชุมชน

 “มันเป็นเวรกรรม พ่อแม่มันเคยค้ายา ลูกมันก็ต้องหนีตำรวจอย่างนี้แหละ” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งของชาวบ้าน  การปล่อยให้เด็กและเยาวชนก้าวเข้าไปสู่โลกของการกระทำความผิดโดยคิดเพียงว่า การดูแลเด็กและเยาวชนเป็นหน้าที่หลักของครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่ควรถูกตั้งคำถามว่า หากคนในครอบครัวและบุคคลรอบข้างมิได้เป็นเบ้าหลอมที่ดีให้แก่พวกเขานั้น จะมีองค์กรใดหรือไม่ที่จะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งแทนสถาบันครอบครัวผุๆ บางครอบครัว

 หรือผู้ใหญ่ในสังคมคิดว่า มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่ปราบปรามการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนไทยนั้นเป็นการเพียงพอแล้ว ?

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข