ไลฟ์สไตล์

'นั่งรถ 4 แผ่นดิน...ไปกุ้ยหลิน'

'นั่งรถ 4 แผ่นดิน...ไปกุ้ยหลิน'

14 ก.ค. 2556

'นั่งรถ 4 แผ่นดิน...ไปกุ้ยหลิน' : คอลัมน์ ชวนเที่ยว เรื่อง / ภาพ : คมฉาน ตะวันฉาย [email protected]

          กุ้ยหลิน ใครๆ ก็รู้จักชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวของจีนแห่งนี้เป็นอย่างดี กุ้ยหลินไม่ได้เป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ใครได้พิชิตขึ้นบนยอดจึงเหมือนพิชิตฟ้า ดั่งภูเขาหวงซาน หรือเทือกเขาเทือกใหญ่ที่เป็นดั่งปราการธรรมชาติอย่าง "เอ้อปาหลังซาน" ในเสฉวน หากแต่กุ้ยหลินเหมือนดั่งหย่อมก้อนภูเขาหินปูนลูกเล็กลูกน้อยที่ส่วนใหญ่เป็นทรงสูงแหลมตั้ง ดั่งจะแทงให้ทะลุฟ้า อยู่รวมกลุ่มกันจึงราวกับตุ๊กตาภูเขา ที่ถูกวางตั้งไปบนพื้นราบที่มีลำธารใหญ่ไหลซอกซอนคดเคี้ยวไปมา ใครต่อใครจึงว่านี่แหละคือสวรรค์บนดิน จนถึงขนาดว่า เราให้ฉายา "เขาสก" บ้านเราที่มีทะเลภูเขาที่ยอดแหลม คล้ายคลึงที่นั่นว่าเป็นกุ้ยหลินเมืองไทย  
 
          กุ้ยหลินอยู่ในมลฑลกวางสี-จ้วงของจีน ถ้าดูจากแผนที่ก็จะเหนือเวียดนามขึ้นไปไม่เท่าไหร่ แล้วจะเห็นว่ามันมีทางเชื่อมกันได้ตลอดจากกุ้ยหลินเข้าฮานอย เข้าลาวทางสุวรรณเขตแล้วเข้านครพนมบ้านเรา สามารถเดินทางไปโดยรถยนต์ได้สบายๆ  
 
          จริงอยู่ การเดินทางทางอากาศใช้เวลาไม่นาน สะดวกง่ายดาย แต่เสน่ห์ของการเดินทางทางรถยนต์คือการเห็นวิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งทาง โดยเฉพาะสองฝั่งทางของ 4 ประเทศคือไทย-ลาว-เวียดนาม และจีน  จึงเป็นเหมือนฉากละครผืนใหญ่ที่จะให้เราได้ดูตลอดการเดินทาง แต่มันไม่ได้มีรถประจำทางวิ่งเหมือนรถเมล์ โชคดีที่ทางทัวร์คนไทย ที่เป็นสาขาหนึ่งของท็อปฮิตทัวร์เขาจัดไปในเส้นทางนี้พอดี มีหรือที่ผมจะรอช้า จึงได้ร่วมเดินทางไปด้วยอย่างไม่ลังเลใจ
 
          สะพานข้ามโขงแห่งที่ 3 ระหว่างนครพนมข้ามไปฝั่งลาวที่เมืองท่าแขกนั้น ถือว่าเป็นสะพานที่สวยทีเดียว เพราะมีการแต่งเสาไฟเป็นรูปกินนรีตลอดสะพาน และยิ่งเห็นฉากหลังฝั่งลาวมีภูเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อนยิ่งน่าดูชม 
 
          เส้นทางฝั่งลาวนั้นดูพื้นที่ว่างๆ ป่าหลายแห่งถูกแผ้วถางปลูกยางพารา บ้านเรือนดูไม่หนาแน่น ง่ายๆ ตามแบบฉบับของลาว เข้าไปถึงแยกไปบอลิคำไซ ก็จะขึ้นสู่ช่วงที่สวยที่สุด เพราะจะขึ้นภูเขาสูงของ เทือกเขาภูหลวง ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนสองฝั่งทางคือป่าทั้งนั้น  โรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำงึมที่อยู่เชิงเขา กว้างใหญ่ สมกับเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ของลาว ระหว่างทางจะมีจุดชมทิวทัศน์ที่เป็นเหมือนภูเขาแหลมๆ เหมือนคุนหมิง ที่บ้านเราก็มีที่สวนหิน ผางาม อ.หนองหินที่เมืองเลย แต่ของเขาดูสวยกว่ามาก เขาเรียก ภูแสนหน่อ ฟังแค่ชื่อก็พอรู้ว่ายอดแหลมๆ ของหินปูนในบริเวณนี้จะมากมายเพียงใด เมืองเขตแดนของลาวก่อนเข้าเวียดนามคือ เมืองหลักซาว ซึ่งจริงๆ จะห่างจากชายแดนเวียดนามอีกราว 26 กม. จึงจะถึงด่านน้ำพาวของลาว ซึ่งอยู่บนภูเขาสูงเป็นช่องเขาแคบๆ อากาศจึงเย็นสบายจนออกหนาวด้วยซ้ำและเป็นแบบนี้ตลอดทั้งปี
 
          ส่วนด่านฝั่งเวียดนามคือ ด่านเกาแจว ลักษณะด่านสองแผ่นดินนี่ก็พัฒนาการมาจากเส้นทางสัญจรโบราณของคนสองแผ่นดินในอดีต เหมือนลาว-ไทย ไทย-กัมพูชาหรือไทย-มาเลเซีย ผมว่าที่ไหนก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่พอเข้าไปในเวียดนาม บรรยากาศ ภาษาอาจจะดูไม่คุ้นหรืออุ่นใจเท่าในเขตลาวที่ไม่ต้องใช้ล่ามเจรจา
 
          รถไม้ที่บรรทุกมาจากฝั่งลาว ออแน่นที่ด่านเวียดนาม เป็นที่รู้กันว่าลาวแม้จะปิดป่าไปแล้วเมื่อไม่นาน แต่ไม้ยังคงถูกชักลากบรรทุกเพื่อไปลงเรือที่เวียดนามส่งขายทั่วโลก  ส่วนเมืองที่เป็นที่พักและเป็นหน้าตาของเวียดนามย่านนี้ไม่พ้น เมืองวิงห์ เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญ มีขนาดใหญ่ สวนสาธารณะกลางเมืองมีรูปปั้นลุงโฮขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า เมืองวิงห์มีมหาวิทยาลัยมีการค้ามากมาย ทั้งเป็นประตูสู่ฮานอยอีกด้วย

          สองฝั่งทาง จากเมืองวิงห์สู่ฮานอย ซึ่งจะผ่านเมืองนิงห์บิง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของลุงโฮ หรือฮาลองบกที่คล้ายๆ กุ้ยหลินในจีนที่เป็นทะเลภูเขาหินปูนและต้องนั่งเรือลอยล่องเข้าไป ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของเวียดนาม สองฝั่งทางเราจะเห็นบ้านทรงกล่อง ตึกแถวหน้าแคบสร้างสูงขึ้นไปข้างบน บางบ้านที่นับถือคริสต์ก็สร้างเป็นโดมเป็นหอคอยบนหลังคา สุสานมีกระจายอยู่ทั่วไปเห็นจนชินตา แผ่นดินเขียวขจีด้วยพืชผล คนเวียดนามนั้นขยันจริงๆ ไม่เคยปล่อยผืนดินให้ว่าง
 
          ครั้นเข้าสู่ ฮานอย จะเห็นความหนาแน่นของบ้านเมืองและกลิ่นอายประเทศคอมมิวนิสต์ไม่ยาก อาคารที่ทาสีเหลืองเป็นหน่วยงานของรัฐ ย่านค้าขาย ถนน 36 สาย ที่อยู่ใกล้ทะเลสาบคืนดาบและโรงละครหุ่นน้ำคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก รถราขวักไขว่ จัตุรัสลุงโฮ และทำเนียบรัฐบาลกลางเมืองดูเป็นแลนมาร์คที่สำคัญของฮานอยที่ใครไปก็ต้องไปแวะ
 
          จากฮานอยแล่นขึ้นเหนือ มุ่งหน้าด่านเห่ว เมืองลางเซินฝั่งเวียดนาม ซึ่งตรงข้ามคือด่านผิงเสีย ของจีน ลางเซินคือเมืองสนามรบครั้งสงครามสั่งสอนที่จีนทำกับเวียดนาม กองทัพเวียดยันกับจีนอยู่ที่นี่จนจีนต้องถอยทัพกลับ เมื่อเราข้ามเข้าจีน บรรยากาศจะเปลี่ยนไปอีกแบบ เมืองใหม่เกิดขึ้นในจีนมากมาย ทางด่วนที่ราคาแสนแพงเมื่อเทียบกับบ้านเรา พาเราแล่นเลียบเขา เข้าอุโมงค์มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหนานหนิงโดยตรง
 
          หนานหนิง เป็นเมืองใหญ่ เจริญด้วยตึกรามบ้านช่อง หนานหนิงกำลังขยายตัวมีการก่อสร้างแทบทุกมุมเมือง นอกเมืองนั้นจะมีภูเขาชิงซั่วซาน ที่เป็นเหมือนสวนสาธารณะบนเนินเขา  แต่เขาปลูกต้นไม้จนเป็นป่าทึบ บนเขาสร้างเจดีย์ 20 ชั้นไว้เป็นศูนย์กลาง คนหนานหนิงไปเที่ยวพักผ่อนกันหนาตาโดยเฉพาะในวันหยุด ไปอีกไม่ไกลนักจึงเข้าสู่ เมืองกุ้ยหลิน วันที่ไปถึงฝนตกกระหน่ำจนอดได้รูปสวยๆ ในเมือง นอกจากเจดีย์เงิน เจดีย์ทองที่อยู่ริมทะเลสาบเล็กๆ กลางเมือง แล้วที่พลาดไม่ได้กับการล่องเรือใน แม่น้ำหลี่เจียง ชมทัศนียภาพของกุ้ยหลินที่ว่างามราวแดนสวรรค์บนดิน แต่ที่ต้องไปดูอีกอย่างที่นี่คือ การเข้าไปเที่ยวชม ถ้ำขลุ่ยอ้อ  ถ้ำนี้เป็นทั้งถ้ำเป็นและถ้ำตาย ข้างในเป็นโถงกว้าง หินงอกหินย้อยสวยงาม ยิ่งเมื่อมีการประดับไฟอย่างมีสีสัน สวยงามจนบรรยายไม่ถูก  
 
          พอขากลับจากจีนคืนเข้าเขตเวียดนาม  ฮาลองเบย์ คือจุดหมายที่ใครต่อใครต้องไปให้ได้ ภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ที่มารวมกระจุกอยู่กลางทะเลนับพันๆ ลูก ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม แม้น้ำทะเลจะไม่ใสเท่าอันดามันบ้านเรา  ภูเขาแทบไม่มีหาดปรากฏ แต่ด้วยทิวทัศน์ที่งามตาจนยากบรรยายทำให้ฮาลองเบย์ถูกประกาศเป็นมรดกโลกได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อได้เข้าไป ถ้ำสวรรค์ดาวโก บนเกาะหนึ่งในอ่าวฮาลอง ที่มีการแต่งไฟคล้ายกับที่ถ้ำขลุ่ยอ้อของจีน หินงอกหินย้อยที่ใหญ่โต สวยงาม ห้องโถงกว้างใหญ่ ถ้ำแห่งนี้ดูไม่อายถ้ำขลุ่ยอ้อในจีนแม้แต่น้อย
 
          ในจีนมีกุ้ยหลิน เวียดนามก็มีฮาลองเบย์ ในจีนมีขลุ่ยอ้อ เวียดนามก็มีถ้ำสวรรค์ดาวโก สองประเทศนี้ดูขบเหลี่ยมเฉือนคมกันตลอด
 
          แม้การนั่งรถยนต์จะเหนื่อยบ้าง แต่หากได้ซึมซับเรื่องราวที่พบเห็นระหว่างทาง ความเหนื่อยดูเหมือนไม่ถูกนำพา ความตื่นตาตื่นใจ อยากหมายใคร่รู้กับการออกท่องโลกกว้างต่างหากที่มีคุณค่ากว่า เมื่อมีโอกาสก็ออกท่องโลกกันดูครับ แล้วจะรู้ว่าเรายังไม่รู้ ยังไม่เห็นอะไรอีกมากทีเดียว...
 
.......................................
(หมายเหตุ 'นั่งรถ 4 แผ่นดิน...ไปกุ้ยหลิน' : คอลัมน์ ชวนเที่ยว เรื่อง / ภาพ : คมฉาน    ตะวันฉาย [email protected] )