
กู้วิกฤติ'อีเอ็มเอส'ฟื้นอุตฯกุ้ง
4 สมาคมจับมือกู้วิกฤติ 'อีเอ็มเอส' ลางบอกเหตุ...อุตสาหกรรมกุ้งฟื้น : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
ในที่สุด 4 สมาคมยักษ์ใหญ่ในแวดวงอุตสาหกรรมกุ้งประกอบด้วย สมาคมกุ้งไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย สมาคมกุ้งตะวันออกไทย หันมากอดคอเป็นครั้งแรก เพื่อประกาศเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับกรมประมงกู้วิฤติการระบาดของโรคอีเอ็มเอส (Early mortality syndrome : EMS) หรือโรคกุ้งตายด่วนในวัยอันควรในกุ้งขาวแวนนาไม เพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะสามารถฝ่าวิกฤติกุ้งขาดตลาดให้ได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนต่างคนต่างแก้ปัญหาไปคนละทิศคนละทางกัน จึงทำให้วงการอุตสาหกรรมกุ้งวิกฤติอย่างมหาศาล
สำหรับโรคอีเอ็มเอส หรือโรคกุ้งตายด่วนนั้น เริ่มระบาดเมื่อปี 2553 หรือปี 2010 มีรายงานว่า พบอาการของโรคกุ้งตายด่วนในจีนและเวียดนาม อีกปีถัดมาในปี 2554 มีรายงานว่าพบในประเทศมาเลเซีย และในปี 2555 พบกุ้งอาการคล้ายโรคตายด่วนในประเทศไทย ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกได้แก่ จ.จันทบุรี และระยอง โดยโรคนี้มีอาการคือพบการตายของกุ้งจำนวนมากในระยะแรกของรอบการเลี้ยงช่วง 30 วันหลังจากปล่อยกุ้งลงบ่อ บางพื้นที่ตายสูงถึง 100%
ล่าสุดกรมประมงร่วมกับ 4 สมาคมดังกล่าว จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ "ร่วมมือรู้เท่าทัน ป้องกันวิกฤติประมง สร้างความมั่นคงด้านเลี้ยงกุ้ง" ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี ซึ่งทุกฝ่ายมั่นใจว่าไทยจะสามารถแก้สถานการณ์และสร้างความมั่นใจให้ตลาดได้อย่างแน่นอน
บนเวทีสัมมนาในครั้งนี้ 4 สมาคมได้แถลงการณ์ร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์โรคกุ้งตายด่วนสรุปได้ว่า การระบาดของกลุ่มอาการตายด่วนในกุ้งที่ระบาดในฟาร์มเลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกตั้งแต่กลางปี 2555 ต่อเนื่องจนถึงปี 2556 และได้ลุกลามไปยังพื้นที่เลี้ยงในภาคอื่นๆ ทำให้ผลผลิตวัตถุดิบกุ้งทั่วประเทศเกิดความเสียหายมีปริมาณลดลง 50% ส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการส่งออกกุ้งไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แถลงการณ์ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม ปริมาณการส่งออกลดลงถึง 29.27% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี สร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และจากการประเมินเมื่อต้นปีพบว่า หากสถานการณ์วัตถุดิบยังคงลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2556 ยอดส่งออกกุ้งซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าที่ไทยเคยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกจะต้องตกอยู่ในสภาวะถดถอย คาดว่าปริมาณการส่งออกตลอดทั้งปีจะลดลงถึง 40% แต่ขณะนี้พบว่าแนวโน้มสถานการณ์ของโรคเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว คาดว่าในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ สถานการณ์ค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงปลายปี 2556
แถลงการณ์ฉบับดังกล่าว สอดคล้องกับการยืนยันของ ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง ที่ระบุว่า จากปัญหาที่เกิดโรคอีเอ็มเอส ตั้งแต่ปี 2555 นั้น เป็นเหตุที่ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเดือดร้อนและขาดความมั่นใจในการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งในตลาดลดลงกว่า 30% สร้างความหวั่นวิตกให้ประเทศคู่ค้าหลายๆ ประเทศ ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งของไทยตั้งแต่ต้นปี 2556 ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตกุ้งไม่เพียงพอสำหรับส่งออก หากสถานการณ์โรคกุ้งตายด่วนสามารถคลี่คลายลงได้ คาดว่าจะทำให้สถานการณ์การส่งออกกุ้งในครึ่งหลังของปี 2556 ฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้ากุ้งจากตลาดหลักที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ยังคงมีอยู่
“กรมประมงในฐานะหน่วยงานภาครัฐ เรามีความตื่นตัวเสมอในการรองรับแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ และพร้อมให้ความร่วมมือในการวางแนวทาง เพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ตอนนี้เรามั่นใจว่า เราสามารถแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งแล้ว และเชื่อว่าในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างแน่นอน" อธิบดีกรมประมง กล่าว
ส่วน ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ขณะนี้สามารถพูดได้แล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโรคกุ้งตายด่วนดีขึ้นแน่นอน ซึ่งจากการติดตามการแก้ปัญหาของประเทศที่ประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วนระบาด ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม และมาเลเซียพบว่ามีวิธีหนึ่งที่เอาชนะโรคนี้ได้คือต้องเริ่มตั้งการฟักไข่ ช่วงอยู่ในเนิร์สเซอรี่ และเข้าสู่โรงอนุบาลต้องให้สุขภาพของกุ้งแข็งแรง อย่างน้อยลูกกุ้งต้องมีอายุ 20-25 วัน เมื่อลูกกุ้งแข็งแรงมีอัตราการรอดถึง 97% ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดตอนนี้ ขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่าท้อใจ เพราะต่อไปสภาพของทะเลเริ่มเสื่อม อาหารทะเลต้องลดลง ขณะที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน หรือ 9,000 ล้านคน ในปี 2050 ความต้องการอาหารต้องสูงขึ้น ฉะนั้นการประมงชายฝั่งต้องมีความจำเป็น หากผ่านด่านนี้ได้ต่อไปกิจการประมงชายฝั่ง หรือกิจการการเลี้ยงกุ้งต้องโชติช่วงแน่นอน
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่กุ้งประสบปัญหาโรคตายด่วนระบาด ทำให้ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้การส่งออกเสียไปถึง 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปริมาณกุ้งที่ผลิตได้ในขณะนี้เหลือประมาณ 3 แสน ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดหลังจากที่สถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้นได้เข้าสู่สภาพปกติแล้วกลัวว่าตลาดส่งออกของเราจะวายเพราะขณะนี้มีกุ้งทั้งของอินโดนีเซีย อินเดีย และจากแอฟริกาแย่งตลาดไปแล้ว และราคาถูกกว่าอีกด้วย
ขณะที่ ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาไทยส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบันการส่งออกกุ้งของไทยตกอันดับไปอาจอยู่ที่อันดับ 3 ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เนื่องจากเกิดวิกฤติโรคกุ้งตายด่วนมาตั้งแต่ปี 2555 และอีกส่วนหนึ่งกุ้งโตช้า ทำให้ปริมาณการผลิตกุ้งลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะกุ้งถือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของกรมประมงที่ส่งออกปีละเกือบ 2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า วิกฤติโรคกุ้งตายด่วนสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ช่วงแรกที่เกิดโรคตายด่วนระบาด ผู้ประกอบการทั้งผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้ค้า ผู้ส่งออกเกิดความสับสนว่าอะไรเกิดขึ้น ทำให้ต่างคนต่างเดินไปคนละทาง วันนี้ทุกภาคส่วนหันหน้าเข้าหากัน และได้รู้ถึงสาเหตุแล้วทำให้สามารถแก้ปัญหาง่ายขึ้น
นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวงการอุตหกรรมกุ้งไทย ที่ทุกฝ่ายหันมาจับมือแก้ปัญหาในทางเดียวกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายในปีนี้สถานการณ์จะคลี่คลายลง
-------------------------
(4 สมาคมจับมือกู้วิกฤติ 'อีเอ็มเอส' ลางบอกเหตุ...อุตสาหกรรมกุ้งฟื้น : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)



