
คำถามคาใจ...'ไฉไลไปไหน?'
ศิลปวัฒนธรรม : คำถามคาใจ...'ไฉไลไปไหน?'
ในแต่ละยุคสมัยมักมีมุมมองเรื่องความสวยของผู้หญิงแตกต่างกันไป ยิ่งต่างสังคมและวัฒนธรรมยิ่งเป็นเรื่องราวชวนฉงน จนมีคำถามผุดขึ้นเรื่อยมาว่ากว่าจะได้มาซึ่งความงามที่ถูกตาต้องใจหนุ่ม พวกเธอต้องผ่านกระบวนการอย่างไร แล้วความสวยต้องแลกมาด้วยความทรมานจริงหรือ???...โจทย์ท้าทายสติปัญญาที่ดูเหมือนจะยากยิ่งกว่าให้นั่งถอดสแควร์รูทนี้ กำลังเปิดเครื่องหมายปรัศนี ในนิทรรศการ "ไฉไลไปไหน?" ทุกความสวยมีที่มา ทุกความงามมีที่ไป ของเหล่าคนหัวใสภายใต้หลังคามิวเซียมสยามช่วยกันหยิบจับเหตุและผลมากล่าวอ้าง
นิทรรศการ เล่าถึงมาตรฐานความงามของผู้หญิงในแต่ละวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสังคมแบบจารีตหรือสังคมสมัยใหม่ ใช่ว่าจะเป็นความสวยความงามที่ไร้เหตุผล หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าความพยายามของผู้หญิงที่ทำทุกอย่างได้เพื่อความงามนั้นล้วนมีบริบททางสังคมที่แวดล้อมตัวเธอเป็นสิ่งกำหนดและให้คุณค่าความงามเหล่านั้นที่แตกต่างออกไป ไฉไลไปไหน? จึงมุ่งค้นหาปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของมาตรฐานความงามเหล่านั้นว่ามีอะไรบ้าง และเราจะสามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของผู้บงการความงามเหล่านี้ได้หรือไม่!
และเพื่อให้กระจ่างต่อข้อสังสัยยิ่งขึ้น สมชัย ส่งวัฒนา ประธานอนุกรรมการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม อธิบายมุมมองความงามว่า นิทรรศการเป็นเพียงอาหารสมองและไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อให้เปลี่ยนความคิด ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องบล็อกความงามเกิดขึ้นมาเป็นร้อยๆ ปี เกิดการตีค่าต่างกัน อยากให้เชื่อเพียงว่ามีหลายมุมมองความงามที่ทำให้ฉุกคิดอะไรได้บ้าง อย่างเทรนด์เกาหลี คือตัวแทนความเพอร์เฟกท์แล้วต้องกลับมาเป็นความไม่เพอร์เฟกท์ หรืออาจจะกระโดดไปเป็นมุมมองใหม่ๆ เช่น ผู้หญิงมีหน้าอก 35 นิ้ว เอว 25 นิ้ว แบบนี้อาจไม่เท่ก็ได้ อยู่ที่ระบบสังคมจะมีตัวกระตุ้นอะไรทำให้คนในสังคมอยากเป็น
เพียงก้าวแรกสัมผัสอาจตกตะลึงกับรูปแบบการจัดองค์ความรู้ที่ดูจะผิดแผกจากความคุ้นเคย ภายใน 10 โซนบนเนื้อที่ไม่มากไม่น้อยนี้ เนื้อหาบางมุมประหนึ่งโรงงามอุตสาหกรรมความงาม มีสายพานลำเลียงชิ้นส่วนมนุษย์ก่อนจะประกอบเป็นความงามที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งตำนานความงามตั้งแต่หัวจรดเท้าในบริบทต่างๆ อาทิ "สวยใสใส่จานปาก" สะท้อนวิถีของผู้หญิงเผ่ามูร์ซีในประเทศเอธิโอเปียที่ต่างนิยมระเบิดริมฝีปาก แล้วสอดแผ่นจานดินเผ่าขนาดใหญ่เป็นเครื่องประดับทำให้เนื้อบริเวณริมฝีปากแผ่กว้าง เป็นความงามตามแบบฉบับของชนเผ่า โดยมีความเชื่อว่าปากที่บานใหญ่คือความพร้อมสู่วัยเจริญพันธุ์ พวกเธอต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ปรนนิบัติสามี ใช้ชีวิตพร้อมประคองแผ่นดินเผาไม่ให้แตกหักคาปาก
หันมามองความงามในแบบสาวชาวเอเชีย กับ "แรงปรารถนาแห่งปลายเท้า" ที่มีค่านิยมเรื่องการรัดเท้าให้เล็กจนผิดรูปต่ำกว่า 6 นิ้ว เริ่มจากการดัดและพับฝ่าเท้าจนหักจากนั้นใช้ผ้าดึงปลายเท้าเข้าหาส้นเท้าและมัดให้แน่น ซึ่งเท้างามในฝันของชาวจีนคลั่งไคล้ประกอบด้วยลักษณะ 7 ประการ คือ เล็ก แคบ ตรง แหลม โค้ง อ่อนนุ่ม และมีกลิ่นหอม กลายเป็นค่านิยมภายใต้ความพิการที่จะติดตัวไปชั่วชีวิต และนั่นเอง (อาจ) เป็นความสวยในสายตาผู้ชายที่ช่วยปลุกความกำหนัดได้เทียบเท่าอวัยวะเพศ เป็นถึงขนาดนี้แล้วจะไม่ให้ชายชาวมังกรเห็นว่าเท้าเล็กไม่สวยได้อย่างไร
หรือจะเป็น "สวยแคร์สื่อ ไฉไลท้าทายชาติกำเนิด" ทำไม ขาว ผอม ตู้ม แล้วจึงสวย!! พิมพ์นิยมอย่างสาวตะวันตกเป็นไม้บรรทัดวัดความไฉไลของสาวไทย นางจึงยอมทุ่มทุน "โม" ให้ใกล้เคียงฝรั่งผู้มีอิทธิพลครอบงำทัศนคติสังคมไทยมานาน ผลิตภัณฑ์ความงามมากมายจึงวางขายเกลื่อน โดยมีสื่อโฆษณาคอยเย้ายวนโฉมตรูผู้ขาดความมั่นใจในรูปลักษณ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากสวยอย่างเขา ส่วนความงามอื่นๆ ก็อย่าง คองาม "ระหง"ตามตำนาน, แฟชั่นรัดติ้ว เอวกิ่วแค่คืบ, "แน่นอก" แบบขอม "แน่นอก" แบบแขก, อ้อนแอ้นอย่างนางสีดา, ล่ำรักชาติ, เมื่อมะกันทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ ใช้ไฉไลเป็นอาวุธ และ เกาหลีฟีเวอร์ รักเธอนะยัยจมูกงอน
"จริงๆ กระแสโลกเปลี่ยน อยู่ที่ใจเรา ถ้าไม่นิ่งพอก็ทรมาน แต่ถ้ามีเหตุผลชัดเจนว่าเราจะปรับตัวอย่างไร ความนิ่งคือความเท่อย่างหนึ่งที่ไม่ต้องตามใครก็ได้ ถามว่าคนดูจะได้อะไรกลับไป เป็นเรื่องพูดยาก แต่ละคนคิดต่าง แต่เชื่อว่าทุกคนต้องได้และได้ไม่เหมือนกันด้วย ท้ายที่สุดจะมีบทสรุปของบางอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่เชื่อขนมกินได้เลยคืออุตสาหกรรมความงามจะบูม จนอยากชวนให้ค้นหาต่อไปอีกว่า "ความงามแท้จริงแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอยู่ตรงไหน แล้วจะมีชีวิตอย่างไรกับความงามของตัวเอง" กูรูด้านแฟชั่นและความงาม ทิ้งปรัศนีรั้งท้าย....
นิทรรศการที่ไม่ว่าหญิงหรือชายควรมีโอกาสได้ชมนี้ จัดไปจนถึงวันที่ 29 กันยายน ที่อาคารอเนกประสงค์ ภายในมิวเซียมสยาม สอบถามโทร.0-2225-2777



