ไลฟ์สไตล์

นักวิชาการจวกบ.บุหรี่ฟ้อง'สธ.'

นักวิชาการจวกบ.บุหรี่ฟ้อง'สธ.'

02 ก.ค. 2556

นักวิชาการจวก'บ.บุหรี่'ฟ้อง 'สธ.' ชี้เห็นชัดภาพคำเตือนมีผลต่อการสูบ ระบุเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ล้มพรบ.คุมยาสูบฉบับใหม่

               2 ก.ค.56 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า หากบริษัทบุหรี่ฟ้องแล้วชนะสามารถล้มกฎหมายดังกล่าวของไทยได้ ก็จะนำตัวอย่างนี้ไปข่มขู่ประเทศอื่นๆที่คิดจะเพิ่มขนาดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาประเด็นการฟ้องร้องกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ครั้งนี้ ดูจะไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากการระบุว่า สธ.ออกประกาศโดยไม่มีการหารือร่วมกับบริษัทบุหรี่นั้น ข้อเท็จจริงคือ ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากจะขัดต่อพันธะที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาควบคุมยาสูบ มาตรา 5.3 ที่ไม่ให้ธุรกิจยาสูบหรือฝ่ายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องแทรกแซงกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบได้ ซึ่งการฟ้องศาลครั้งนี้ ถือเป็นกระบวนการแทรกแซงการออกนโยบายการควบคุมยาสูบของรัฐอีกรูปแบบหนึ่ง บริษัทจะออกมาคัดค้านโดยการฟ้องศาล เมื่อรู้ดีว่ามาตรการนั้นๆ มีประสิทธิภาพในการลดอัตราการสูบบุหรี่ ซึ่งแน่ชัดว่า ไม่ว่าบริษัทบุหรี่จะแพ้หรือชนะครั้งนี้ แผนการต่อไปคือ ความพยายามล้ม พรบ.ควบคุมบริโภคยาสูบ ฉบับใหม่ของประเทศไทยแน่นอน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างปรับแก้ก่อนเสนอรัฐมนตรี สธ. เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

               น.ส.บังอร ฤทธิภักดี ผู้อำนวยการเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในอาเซียน กล่าวว่า การที่บริษัทบุหรี่ระบุว่ากฎหมายนี้ทำให้เสียหาย ล้วนฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงบริษัทบุหรี่ 6 บริษัทใหญ่ทั่วโลก มีกำไรสุทธิรวมกัน 175,000 ล้านบาท เท่ากับกำไรของโค้ก ไมโครซอฟต์ และแมคโดนัลด์รวมกัน ขณะที่ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินไปกับการรักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่ถึงปีละ 52,000 ล้านบาท และยังมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากการสูบบุหรี่อีกปีละ 50,700 ราย และเชื่อว่าเป้าหมายใหญ่ของบริษัทบุหรี่อยู่ที่การล้ม พรบ.ควบคุมยาสูบฉบับใหม่ที่ขณะนี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว เนื่องจากพรบ.ฉบับบดังกล่าวจะมีการห้ามดำเนินการหลายส่วนที่เข้มขึ้น เช่น ห้ามทำcsr เป็นต้น

               นายจิรวัฒน์ อยู่สะบาย คณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีการฟ้องร้องโดยธุรกิจยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หลังจาก สธ.ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556 ซึ่งปกติจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 ตุลาคม 2556 แต่เมื่อบริษัทบอกว่า จะเป็นภาระในการคืนสินค้า ทาง สธ.ก็แก้ปัญหาโดยการยืดเวลาให้อีก 90 วัน เพื่อให้สามารถระบายสินค้าล็อตเดิมได้ โดยบริษัทบุหรี่จะสามารถขายบุหรี่รูปแบบเก่าได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม และตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2556 จะต้องเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด

               ผศ.ลักขณา เติมศิริกุลชัย หัวหน้าภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลสำรวจการบริโภคยาสูบทั้งผู้สูบและไม่สูบ อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 20,000 กว่าคน เมื่อปี 2554 พบว่า ในผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 94.6 เห็นภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ โดยร้อยละ 71.4 เห็นภาพบนซองแล้วจะนึกถึงอันตราย ร้อยละ 62.6 เห็นแล้วอยากเลิกสูบบุหรี่ และร้อยละ 80.3 เห็นแล้วเคยพยายามอยากเลิกสูบบุหรี่ ขณะที่ผู้ไม่สูบร้อยละ 98.2 ระบุว่าเห็นภาพแล้วไม่คิดที่จะริเริ่มสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะกำหนดให้มีภาพคำเตือนขนาดร้อยละ 55 ของพื้นที่ซอง แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าประสิทธิภาพในการเตือนลดลง เนื่องจากมีการใช้มานานและไม่มีการเปลี่ยนรูปภาพใหม่ สธ.จึงออกประกาศฉบับใหม่ โดยให้เปลี่ยนรูปภาพใหม่ทั้งหมดและเพิ่มขนาดเป็นร้อยละ 85