
ดูวิธีเพาะกล้า'มะเยาหิน'ครบวงจร
ดูวิธีเพาะกล้า "มะเยาหิน" ครบวงจรไม้พันธุ์ดีป้อนโครงการ "ป่าต้นน้ำ" : คอลัมน์ ท่องโลกเกษตร โดย... สุรัตน์ อัตตะ
กลางห้องประชุมทองใหญ่ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คลาคล่ำไปด้วยบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานและภาคกลางบางส่วน รวม 35 จังหวัดรวมทั้งผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มานั่งประชุมรับฟังการชี้แจงแนวนโยบายโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินี โดยมีสองรัฐมนตรีจากสองกระทรวง "ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข" รมว.ทรัพยากรฯ และ "ประชา ประสพดี" รมช.มหาดไทยร่วมให้ข้อมูลรายละเอียดถึงแนวทางการดำเนินโครงการดังกล่าว
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่แดนที่ราบสูงเพื่อรับฟังคำชี้แจงรายละเอียดทั้งสองโครงการตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯ ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หลังได้รับการจัดสรรเงินกู้สำหรับดำเนินการตามแผนฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศในปี 2555 จำนวน 925.57 ล้านบาทเพื่อให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ ดำเนินจัดทำฝาย เพาะชำกล้าไม้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และได้รับอนุมัติแผนแม่บทการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ 25 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแผน 5 ปี (2556-2560) วงเงิน 10,000 ล้านบาท
"จากวงเงิน 1 หมื่นล้านตามแผน 5 ปีนั้น เฉพาะในปี 2556 ได้อนุมัติงบดำเนินโครงการ 2,085.33 ล้านให้ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 345,481 ไร่จากจำนวนกล้าไม้ทั้งสิ้น 135 ล้านกล้าและสนับสนุนอีกกว่า 180 ล้านกล้า"
บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้แจงรายละเอียดการดำเนินงานต่อที่ประชุม ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพของการเป็นแหล่งดูดซับน้ำ กักเก็บน้ำและชะลอการไหลของน้ำ พร้อมทั้งเสริมความชุ่มชื้นของระบบนิเวศป่าไม้ ป้องกัน ตลอดจนการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการจัดทำฝายถาวร 800 ฝายและกึ่งถาวรอีก 15,000 ฝายอีกด้วย
ส่วนขั้นตอน วิธีการทำงานจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิบัติงานระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเพื่อสำรวจ คัดเลือกและรับรองความถูกต้องของพิกัดพื้นที่และข้อมูลเพื่อรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะต่อไป ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่จัดทำรายละเอียดในทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดเวลา
หลังจากได้รับฟังคำชี้แจงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็ลงพื้นที่ไปดูแปลงเพาะชำกล้ามะเยาหินของศูนย์เพาะชำไม่เศรษฐกิจที่ 2 อุดรธานี อยู่ที่บ้านกลิ้งคำ ต.บ้านจั่น ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้ที่กรมป่าไม้เตรียมไว้เพื่อนำไปปลูกในโครงการ โดยมี ฤทธิบาน สุชีวะกุล หัวหน้าศูนย์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ระหว่างเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์
ฤทธิบานอธิบายต่อว่า "มะเยาหิน" จัดเป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีการนำเข้ามาจากทางเหนือของประเทศลาว โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า china wood oil หรือ kalo Nut tree จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าพืชชนิดนี้มีปลูกกันพอสมควรในลาว มีผลผลิตปีละ 200-300 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม จากการนำตัวอย่างน้ำมันที่ได้ส่งไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเชื้อเพลิงที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) พบว่าค่าความร้อนใกล้เคียงกับสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน
"จากการสำรวจผลผลิตในลาวพบว่าให้ผลผลิตสูงประมาณ 800-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ และยังพบอีกว่าพืชชนิดนี้นอกจากเมล็ดจะนำมาหีบน้ำมันแล้ว ยังมีร่มเงา และดอกที่สวยงาม เมื่อเมล็ดนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์รอบต่ำได้ดี โดยเฉพาะเครื่องจักรกลการเกษตร มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมในการปลูกเพื่ออนุรักษ์ดิน น้ำ และใช้พัฒนาเป็นเชื้อเพลิงใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง"
หัวหน้าศูนย์คนเดิมยังให้ข้อมูลอีกว่าหลังจากได้เดินทางไปสำรวจมะเยาหินทางภาคเหนือ สปป.ลาว พบว่ามีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงมาก ซึ่งจากการสำรวจสายพันธุ์มะเยาหินในลาว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยมีการปลูกตั้งแต่เมืองแปก แขวงเชียงขวาง ถึงเมืองชำเหนือ เมืองเวียงไชย แขวงหัวพัน โดยแขวงหัวพันมีทั้งหมด 8 เมือง มีพื้นที่ประมาณ 17,186 ตารางกิโลเมตร
"ที่หลวงพระบางใช้มะเยาหินผลิตน้ำมัน บี 5 บี 10 ได้แล้ว ส่วนพื้นที่ปลูกเท่าที่สังเกตดูส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่บุกรุกในที่ลาดชัน ซึ่งก็น่าจะเหมาะนำมาปลูกในพื้นที่ทางภาคเหนือของไทย"
ฤทธิบานยอมรับว่าจากการวิจัยมะเยาหินพบว่าเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงมากและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน นอกจากจะใช้เป็นพืชพลังงานทดแทนในอนาคตแล้วยังใช้เป็นวัตถุดิบ ทำหมึกคอมพิวเตอร์ ใช้ทำหมึกปากกาลูกลื่น หมึกพิมพ์ธนบัตร ทำสีน้ำมันทาไม้ ใช้ทำน้ำมันเงา ใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นแทนแรงกดได้ถึง 20 ตัน เปลือกใช้ทำถ่านอัดแท่ง ส่วนกากที่เหลือจากการหีบน้ำมันใช้ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพราะสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนได้อย่างดี
"ผลจากการวิจัยพบว่าพืชชนิดนี้สามารถปลูกและขึ้นได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย สำหรับประเทศไทยถ้าจะให้เพียงพอในการใช้ประโยชน์จะต้องใช้กล้าไม้ถึง 400 ล้านต้นและขณะนี้ทางศูนย์ได้เพาะชำกล้าเพื่อแจกจ่ายให้วัดต่างๆ ใน จ.อุดรธานี จำนวน 1,250 แห่งและ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมพื้นที่ประมาณ 2.2 แสนไร่" หัวหน้าศูนย์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้เกษตรกรหรือผู้สนใจหันมาปลูกมะเยาหิน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้วยังเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
.......................................
(หมายเหตุ ดูวิธีเพาะกล้า "มะเยาหิน" ครบวงจรไม้พันธุ์ดีป้อนโครงการ "ป่าต้นน้ำ" : คอลัมน์ ท่องโลกเกษตร โดย... สุรัตน์ อัตตะ)



