
ปั่นสองล้อส่งสินค้า บริษัทเล็ก แต่คิดใหญ่
ปั่นสองล้อส่งสินค้า บริษัทเล็ก แต่คิดใหญ่ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์
พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่างานที่ทำอยู่เป็น "ธุรกิจเพื่อสังคมโดยเนื้อแท้" ไม่จำเป็นต้องทำซีเอสอาร์เหมือนใครๆ
มนตรี ฉันทะยิ่งยง ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท BikeXenger (ไบค์เซนเจอร์) ทำหน้าที่รับจ้างส่งเอกสารหรือสิ่งของ โดยใช้จักรยานเป็นพาหนะเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งในปี 2554
ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาพการจราจรในกรุงเทพมหานคร อยู่ในสถานะวิกฤติ ปริมาณยานพาหนะมีเพิ่มขึ้นจนถนนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ มีการปลดปล่อยมลพิษนานาชนิดสู่อากาศ ทั้งเขม่า ฝุ่นควัน ก๊าซที่มีพิษต่อสุขภาพ รวมถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน
การบริการส่งเอกสารและพัสดุด้วยจักรยาน จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ภาคธุรกิจ
การใช้จักรยานส่งเอกสารและพัสดุมีจุดเด่นคือ 1) มีความคล่องตัวมากกว่าจักรยานยนต์ในย่านธุรกิจ หรือจุดที่มีการจราจรหนาแน่น 2) ไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมัน ไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น 3) ไม่ปล่อยมลพิษทางเสียงและอากาศ 4) ค่าดูแลรักษาจักรยานถูกกว่าจักรยานยนต์
5) สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร 6) สร้างงานให้ผู้รักในการปั่นจักรยาน 7) กระตุ้นให้ผู้พบเห็นเกิดความต้องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน 8) ผู้ที่ใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน เมื่อเห็นตัวอย่างการใช้จักรยาน อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใช้จักรยานในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น
ด้วยสปีด 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าไม่ทันการณ์ เพราะเขาทำงานเป็นทีม โดยศูนย์ไบค์เซนเจอร์ จะบันทึกข้อมูลการบริการ ผ่านทางแฟนเพจของไบค์เซนเจอร์ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบเวลาเพื่อยืนยันการรับส่งเอกสาร/พัสดุ ผ่านโปรแกรมไลน์ หรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถเช็กจากภาพถ่ายได้
มนตรีอธิบายว่าการปั่นจักรยานช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเทียบกับมอเตอร์ไซค์ขนาด 125 ซีซี ที่ปล่อยคาร์บอน 100 กรัม ทุกระยะ 1 กม.
แต่ทีมงานของเขาปั่นจักรยานเพื่อส่งสินค้า ระยะทาง 50 กม.ต่อคน/วัน คูณ 5 คน รวมทั้งทีมคิดเป็น 250 กม.ต่อวัน คูณ 100 กรัม (คาร์บอนไดออกไซด์) เท่ากับ 25 กก. เท่ากับว่าพวกเขาปั่นจักรยานสี่วัน ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100 กก.
มีข้อจำกัดนิดหนึ่งว่าทีมงานของเขาให้บริการเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน อัตราเริ่มต้น 90 บาท/ครั้ง ซึ่งค่าบริการจัดว่าสูงกว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งเอกสารทั่วไป แต่มนตรีบอกว่าธุรกิจของเขาเป็นชั้นพรีเมียมและว่า ธุรกิจนี้เริ่มจากความรักในการปั่นจักรยาน ซึ่งเดิมใช้เป็นพาหนะในการท่องเที่ยว หาอาหารอร่อยๆ รับประทานหลังเลิกงาน ตอนหลังจึงคิดว่าควรใช้ประโยชน์จากกิจกรรมที่ทำ
"เราอยากใช้ให้เป็นประโยชน์ สื่อถึงสังคมเล็กๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้มีหลายกลุ่มใช้จักรยานในการทำกิจกรรม ไม่ได้หมายความว่าปั่นจักรยานอย่างเดียว อาจมีการทำบุญ บอกชุมชนนั้นที่เราผ่าน เหมือนเราไปกระจายความรู้ สิ่งใหม่ๆ ที่นักปั่นจักรยานคนใหม่ๆ อยากสัมผัส
"เสน่ห์ของการขี่จักรยานอยู่ที่การได้สัมผัสทุกสภาพสิ่งแวดล้อม ถนน ตามความคิดของเรา การสัมผัสทุกอย่างจะเร็วหรือช้า เรารีเพลย์ได้ สามารถเข้าไปในส่วนที่รถมอเตอร์ไซค์เข้าไปไม่ได้ เพราะสองอย่างนั้นมีข้อจำกัด เช่น ห้ามรถยนต์เข้า แต่จูงจักรยานเข้าไปได้ และผ่านจุดที่คับแคบได้"
เมื่อคิดทำเป็นธุรกิจจริงจัง เขาจึงลาออกจากงานประจำ ที่เป็นวิศวกรโรงงานสายการผลิต มาตั้งบริษัทเล็กๆ เพื่อสร้างธุรกิจตามฝัน ซึ่งเขาย้ำว่าไม่ใช่ธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่ "สร้างขึ้นใหม่"
"อยากทำงานแล้วทำให้ตัวเองสร้างอะไรขึ้นมาเอง ไม่เชิงเป็นการสร้างธุรกิจ แต่สร้างอะไรสักอย่างที่ก่อกำเนิดใหม่ ขออะไรสักอย่างที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เพื่อนที่ร่วมกันก่อตั้งไม่สามารถทำได้ เพราะทำงานประจำอยู่ การทำงานนี้ต้องบริหารงานเต็มเวลา ไม่งั้นไม่สามารถคอนโทรลคนในทีมคือคนปั่นจักรยาน งานนี้ต้องการคนเป็นมันสมอง เป็นเซ็นเตอร์คอยจ่ายงานให้ คุมลูกทีมว่าให้ไปที่ไหนก่อน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด"
ปัจจุบันมีทีมงาน 8 คน ทั้งหมดเป็นพนักงานประจำ ทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน เฉลี่ยคนละ 5 งาน/วัน
ส่วนลูกค้าแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ 1) กลุ่มลอจิสติกส์ ขนของหนัก เป็นหมวดหมู่อาหาร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารออแกนิก 2) งานเอกสารทั่วไป
มีลูกค้าประจำ 15 ราย ซึ่งลูกค้ารายหนึ่งมีลูกค้าเยอะ และบริษัทต้องส่งงานให้ประจำ รวมทั้งหมดเป็น 70 ราย หลักๆ เป็นการขนส่งอาหารสุขภาพ ซึ่งเจ้าของเป็นชาวต่างประเทศและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของธุรกิจ
เห็นจักรยานคันเล็กๆ อย่างนี้อย่าได้ปรามาสเชียว เพราะมนตรีบอกว่า สามารถขนของได้ครั้งละเกือบ 30 กก. และระยะทาง 2 กม. ใช้เวลาปั่นจักรยานเพียง 5 นาที สินค้าหรือเอกสารก็ถึงมือผู้รับแล้ว
สำหรับค่าบริการคิดตามโซน เช่น โซนที่หนึ่ง-สาทร สีลม สุรวงศ์ คิด 90 บาท/ครั้ง/น้ำหนักสินค้าไม่เกิน 3 กก. โซน 2 กระจายไปทุก 2.5 ตารางกิโลเมตร คิดอัตราทวีคูณ เหมือนวงน้ำขยายออกไป บวกโซนที่สอง 30 บาท โซนที่สาม 60 บาท ปัจจุบันให้บริการเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ เขตชั้นในและชั้นกลาง
"ราคาไม่ถูก แพงกว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างเล็กน้อย เป็นพรีเมียมนิดหนึ่ง ผมใช้คนมีคุณภาพมากกว่า รับผิดชอบต่องาน ส่งมอบสินค้า/บริการ เราทำงานเป็นทีม มีวิธีจัดการทำให้เป็นมาตรฐาน มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยระดับหนึ่ง หากกลัวเปียกฝน เรามีเป้ใส่กันน้ำ สินค้าทุกชิ้นมีความสำคัญ เราส่งให้ทันในเวลาที่ลูกค้าแจ้งมา แต่จักรยานมีความเร็วเฉลี่ย 20 กม./ชม. ในศูนย์กลาง กทม.มันไกลนะครับ เราแค่เปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์มาใช้จักรยาน"
เขาเปรียบเทียบความเป็นพรีเมียมของบริการกับการดื่มกาแฟว่า จะซื้อร้านข้างถนนหรือร้านกาแฟดีๆ
"เราเป็นกาแฟร้านเสิร์ฟให้คุณอย่างดี ใช้เทคโนโลยีมือถือ มีระบบ 3จีติดตามได้ว่าเขาไปส่งเอกสารที่ไหน ให้ลูกค้าดูด้วยการใช้ไลน์ หากอยากดูหลักฐาน เราถ่ายรูปให้ ใช้กูเกิลแม็พตามทีมงานว่าอยู่ไหน ทีมงานแต่ละคนสามารถรับงานได้ในเวลาเท่าไร เราเช็กให้ได้ เช่น ต้องการให้ไปรับงานแถวพระโขนง เรามีคนวิ่งอยู่เส้นนั้นก็แวะไปรับได้"
สำหรับการแต่งกายเหมือนนักปั่นจักรยานทั่วไปกล่าวคือ มีหมวกกันน็อก ถุงมือ กระเป๋ากันน้ำ ที่ล็อกจักรยานเพื่อป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน มีโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ติดตามได้ตลอดเวลาว่าอยู่ที่ไหน
"เราไม่จำกัดอายุพนักงาน ส่วนใหญ่คนที่เทสต์ทัศนคติผ่าน อายุ 30 ปีขึ้นไป และมีความฝันใกล้เคียงกับผม"
ฝันไว้อย่างไร ?
"การขี่จักรยานเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน แต่สิ่งที่อยากให้สำเร็จเป็นอนาคตข้างหน้าคืออยากให้ยั่งยืน เราเป็นจุดเล็กๆ แต่มีผลกระทบ/อิมแพคต่อเขาได้ คิดว่ามีแน่นอน เพราะมีหลายองค์กรทำๆ กันมา...ผมฝันง่ายๆ ครับ คืออยากเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอนาคต โลโก้เราคือรีบิลท์ คือลดการใช้ทุกอย่าง ลดการใช้พลังงาน ลดความเครียดในการทำงาน ลดสภาวะการจราจรที่ติดขัด เราสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามา เราปลูกฝังให้คนใช้จักรยานมากขึ้น หากพ่อแม่เด็กรุ่นใหม่ขี่จักรยาน เด็กรุ่นต่อมาก็ต้องขี่จักรยาน เพราะในบ้านมีจักรยาน"
แม้การเติบโตของธุรกิจจะเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป แต่เขามีความหวังว่าเมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้น ไบค์เซนเจอร์จะมีโอกาสในการทำธุรกิจด้วย แต่ระหว่างนี้ต้องสร้างฐานให้แข็งแรงก่อน
"ผมคิดไกลไปย่านอาเซียนด้วย จะเอาโมเดลนี้ไปใช้ในต่างประเทศ ไม่ห่วงว่ามีคนลอกเลียนแบบ เพราะเรามีเทคนิคในการทำงาน และการบริการ"
ส่วนคนที่จะมาร่วมฝัน ใช่ว่าขี่จักรยานเก่งก็มาทำงานได้ แต่ต้องผ่านการทดสอบทัศนคติก่อนโดยตอบคำถาม ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับจักรยานน้อยมาก เช่น ตื่นนอนเมื่อไร ตื่นมาแล้วทำอะไรก่อน
หากเป็นคำถามเกี่ยวกับจักรยาน จะถามว่าถ้าได้รับทำงาน เขาสั่งให้ไปทางสายเอระยะทาง 10 กม. แต่คนขี่รู้ว่าไปเส้นบีสั้นกว่าคือ 5 กม. คำถามคือจะขี่จักรยานไปเส้นไหน?
"จะมีพวกที่ตอบว่าไปสายบี เราไม่รับ เรามีการฝึกไรด์อินคอมมานด์ คุณต้องทำตามที่เราบอกเท่านั้น การให้ไปเส้นทางนี้มีเหตตุผลในตัว ไม่ต้องอธิบาย เช่น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขี่จักรยาน"
กับคำถามว่าที่ตื่นนอนเมื่อไร นั่นคิดจากหลักเหตุผลว่า คนตื่นเช้าจะเป็นคนค่อนข้างขยัน ทำอะไรเป็นระเบียบ เพราะคอนโทรลตัวเองให้อยู่ในเวลาที่มนุษย์ปกติทำกัน
"มีการนับเลข 1-10 ใช้อะไรบวก ตอนท้ายให้ตอบอีกที ถ้าตอบไม่ซ้ำกัน แสดงว่าความจำสั้น คำถามนี้มีหลักการเราประยุกต์แบบทดสอบทัศนคติการสอบนักบิน มีทีมงานคหนึ่งเคยสอบหลักสูตรนักบิน ต้องสอบแอตติจูดเทสต์ เขาเลยนำมาใช้ของเราบ้าง...ผมไม่ต้องการคนปั่นเก่ง รู้เส้นทาง ไม่เอา ทุกอย่างเรียนรู้ได้ ผมต้องการรู้ว่าความคิดพื้นฐานเป็นไง ที่ท้าทายคือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้อยู่กับมันให้ได้ เราพยายามทำให้มันโต ก้าวหน้าให้ได้ เราเป็นบริษัทเล็กๆ แต่คิดใหญ่"
"คิดใหญ่" ในความหมายของหนุ่มนักปั่นคือ
"เราอยากให้การทำงานมีอิมแพ็คกับอนาคตข้างหน้า ดังที่ผมเคยบอกว่าในอดีตครอบครัวคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ต่อเมื่อมีสิ่งของนั้นอยู่ในบ้าน แต่ก่อนใช้มอเตอร์ไซค์ ลูกหลานรุ่นต่อมากลายเป็นเด็กแว้น ถ้าใช้จักรยาน ลูกหลานก็จะใช้ตาม เพราะเขามีไอดอล เคยเห็นจักรยานในบ้าน มีลูกก็สอนให้ขี่ ใช้ในการทำงาน เกิดการเปลี่ยนแปลง เรามองถึงอนาคตข้างหน้า สักวันหนึ่งไบค์เซนเจอร์ของเราจะได้จารึกชื่อไว้ว่า เป็นผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่เราก็ทำได้" และว่า
เราทำเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องบอกใครว่าฉันปั่นจักรยาน ไม่ต้องทำอะไรที่หรูหราใหญ่โต การปั่นจักรยานเป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายๆ จากการใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์มาเป็นจักรยาน เพราะเป็นมิตรกับทุกอย่าง การขี่จักรยานช่วยจัดระเบียบร่างกาย ความคิด ต้องใช้สติ ความคิดเยอะ ระวังเรื่องการปลอดภัย ทำอย่างไรให้เซฟที่สุด
ทำความรู้จักพวกเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/BikeXenger
มาปั่นจักรยานกันเถอะ !
...................................................
(ปั่นสองล้อส่งสินค้า บริษัทเล็ก แต่คิดใหญ่ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)



