ไลฟ์สไตล์

ทำมาหากิน : ข้าวอินทรีย์ไม่พึ่ง'จำนำ'

ทำมาหากิน : ข้าวอินทรีย์ไม่พึ่ง'จำนำ'

29 มิ.ย. 2556

ทำมาหากิน : 'หอมมะลิ' บ้านป่าชาดฯ ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ไม่พึ่ง 'จำนำ' : โดย...ธานี กุลแพทย์

 

                             กลุ่มเกษตรกร “บ้านป่าชาดโนนเพ็กพัฒนา” จ.มหาสารคาม นับเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทั้งในรูปข้าวเปลือกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวถุงจำหน่าย ด้วยผลสำเร็จจากพลังสมาชิก 65 ราย พื้นที่ปลูก 180 ไร่ ล่าสุด ขายผลผลิตได้ถึงตันละ 2.2 หมื่นบาท แถมได้รับการรับรองมาตรฐานครบถ้วน สมาชิกกลุ่มสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างน่าภูมิใจ โดยไม่พึ่งโครงการรับจำนำของรัฐ ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งทำแผนสนับสนุนขยายผลสร้างเครือข่ายกระจายสู่จังหวัดอื่นต่อไป

                             นายวิทยา อธิปอนันต์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ รวม 19 จังหวัด ซึ่งจากผลการติดตามการดำเนินโครงการในเบื้องต้นพบว่า กลุ่มเกษตรกรข้าวอินทรีย์บ้านป่าชาดโนนเพ็กพัฒนา ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถดำเนินการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวถุง ทั้งข้าวสาร ข้าวหอมนิล ข้าวเปลือก

                             "กลุ่มเกษตรกรข้าวอินทรีย์บ้านป่าชาดโนนเพ็กพัฒนา ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์กับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยเริ่มเมื่อปี 2551 มีสมาชิกกลุ่ม 65 คน และมีเกษตรกรตัวอย่าง จำนวน 6 ราย เป็นตัวแทนของกลุ่ม ซึ่งมีพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ประมาณ 180 ไร่ ขณะที่สถานภาพการผลิตข้าวอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่มนั้นได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์แล้วในทุกการผลิต" รองอธิบดีกรมแจง

                             ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านป่าชาดโนนเพ็กพัฒนา สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตหลายรูปแบบ ได้แก่ จำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ กิโลกรัมละ 28 บาท เป็นข้าวสารหอมมะลิ 105 บรรจุถุงขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 40 บาท ข้าวหอมนิลบรรจุถุงขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 70 บาท และจำหน่ายเป็นข้าวเปลือก โดยขายได้ราคาตันละ 22,000 บาท ทำให้เกิดการพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งกำหนดราคาอยู่ที่ตันละ 15,000 บาทเท่านั้น

                             “การรวมกลุ่มกันของกลุ่มเกษตรกรบ้านป่าชาดฯ ในการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ดังกล่าวถือเป็นต้นแบบที่ดี ที่สามารถเป็นตัวอย่างสำหรับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้ ซึ่งต่อจากนี้กรมจะเร่งจัดทำแผนสนับสนุนส่งเสริมให้กลุ่มเกิดความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น และขยายเครือข่ายผู้ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ให้กว้างขวาง และกระจายออกสู่จังหวัดอื่นๆต่อไป”

                             ด้าน นายประดิษฐ์ สิงหนุวัติ ประธานกลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านป่าชาดโนนเพ็กพัฒนา กล่าวเสริมว่า การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ดังกล่าวจะดีกว่าการปลูกข้าวธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของทั้งตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมที่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้ให้ความสนใจกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศซึ่งมีความต้องการข้าวหอมอินทรีย์มากขึ้นอย่างชัดเจนในขณะนี้

                             "จุดเด่นของกลุ่มข้าวอินทรีย์ของกลุ่มเรานั้น คือ มีการรวมตัวกันของสมาชิกที่เข้มแข็ง มีการดำเนินงานที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงแปรรูปและจำหน่าย โดยกลุ่มมีเครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว แปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสารด้วยโรงสีของกลุ่ม ทำบรรจุภัณฑ์เอง เพื่อวางจำหน่ายที่ทำการกลุ่ม รวมทั้งส่งจำหน่ายที่โรงพยาบาลจังหวัด และนำออกบูธจำหน่ายตามงานต่างๆ ทั่วประเทศ" ประธานกลุ่มกล่าว

                             พร้อมระบุว่า โดยปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ทั้งในแง่การผลิต การตลาด บรรจุภัณฑ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด

 

 

-----------------------

(ทำมาหากิน : 'หอมมะลิ' บ้านป่าชาดฯ ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ไม่พึ่ง 'จำนำ' : โดย...ธานี กุลแพทย์)