ไลฟ์สไตล์

โซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว-เกษตรกรเมิน!

โซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว-เกษตรกรเมิน!

01 ก.ค. 2556

เจียระไนจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว เขียนสวยหรู...แต่เกษตรกรเมิน : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                          แผนงานการบูรณาการงานด้านแผนที่และการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตรนั้น ดูเหมือนว่ารัฐบบาลกำลังเดินหน้าเพื่อเร่งให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือในการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เพาะปลูกได้เหมาะสมกับพื้นที่ และป้องกันผลผลิตได้รับความเสียหาย โดยจะใช้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินการจำนวน 3,000 ล้านบาท จากงบประมาณที่จัดสรรไว้เพื่อการลงทุนตามยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวที่ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมมากที่สุด

                          จะเห็นได้จากที่ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุทันทีว่า การประชุมการบูรณาการงานด้านแผนที่และการจัดทำโซนนิ่งการเกษตร ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธาน ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนโซนนิ่งเกษตรเน้นการผลิตข้าวก่อนในระยะแรก โดยจัดทำแผนที่และข้อมูลการผลิตของแปลงเกษตรกรเพื่อใช้ประโยชน์การบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทาน และประสานกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เพื่อการเชื่อมโยงการแปรรูปและการตลาด พร้อมๆ กับให้เร่งรัดทำความเข้าใจแก่เกษตรกร คิดวิเคราะห์ตนเองร่วมกันในเรื่องความเหมาะสมของผลิต ต้นทุน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนสร้างการเปลี่ยนแปลงการผลิตในพื้นที่ให้เหมาะสม โดยในปีนี้จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าว 5 แสนไร่

                          ก่อนหน้านี้ นายยุคล ได้ลงนามในประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 โดยกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวรวมทั้งประเทศ 76 จังหวัด 809 อำเภอ 5,880 ตำบล แบ่งเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด 189 อำเภอ 1,332 ตำบล, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด 322 อำเภอ 2,494 ตำบล, ภาคกลาง 19 จังหวัด 132 อำเภอ 1,122 ตำบล, ภาคตะวันออก 7 จังหวัด 55 อำเภอ 323 ตำบล และภาคใต้ 13 จังหวัด 111 อำเภอ 609 ตำบล

                          เช่นเดียวกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมกับกรมการข้าว ได้ทำการวิจัยการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ (โซนนิ่ง) ของข้าวในประเทศไทย แล้วเสร็จในปี 2556 และเตรียมจะออกประกาศเขตโซนนิ่งช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ ซึ่งผลการวิจัยระบุว่า กลุ่มพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันมี 3 กลุ่มพันธุ์ คือ กลุ่มข้าวเจ้า กลุ่มข้าวหอม และกลุ่มข้าวเหนียว และได้กำหนดเขตเหมาะสมที่จะปลูกข้าวไว้ 3 เขต คือ เขตปลูกข้าวหอมมะลิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กับภาคอีสานตอนบน, เขตปลูกข้าวเหนียว ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กับภาคเหนือตอนบน และเขตปลูกข้าวขาว ในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนล่าง กับภาคกลางเป็นต้น

                          ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวคร่าวๆ ออกมาแล้ว แต่ในมุมมองของตัวแทนเกษตรกรและชาวนา มองว่าเป็นนโยบายที่ใช้ไม่ได้ผล และเป็นการยัดเยียดในสิ่งที่ไม่ถนัด ทำให้ขาดเสรีภาพในการทำกิน ที่ผิดไปจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งกระทรวงเกษตรกรฯ ต้องหารือกับตัวแทนของเกษตรกกรเพื่อทราบข้อมูลที่แท้จริงก่อนที่จะดำเนินการ

                          นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า การจัดโซนนิ่งพื้นที่ทำนาของกระทรวงเกษตรฯ นั้น เกษตรกรไม่ต้องการ เพราะเป็นนโยบายที่ฝนตกไม่ทั่วฟ้า มีเฉพาะบางพื้นที่ และที่สำคัญเกษตรกรบางรายทำนาเพื่อบริโภค เน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม และเกษตรอินทรีย์ การที่จะไปบังคับให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเกษตรกร หากดันทุรังอาจกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะได้

                          "เป็นนโยบายที่เขียนออกมาอย่างสวยหรู เอาจากตำรามาเขียนเป็นนโยบาย แต่รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า เกษตรกรจะเข้าถึงนโยบายที่กำหนดไว้หรือไม่ การที่รัฐบาลจะกำหนดนโยบายอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเกษตรกร ถ้าให้เกาถูกที่คันต้องปรึกษาสถาบันเกษตรกร ตัวแทนของเกษตรกร อย่างการจัดโซนพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งที่ทราบดีว่าขัดต่อวิถีการดำรงชีพของเกษตรกร แต่รัฐบาลไม่เคยปรึกษาตัวแทนเกษตรกร ผมมานั่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติที่มีสมาชิกกว่า 20 ล้านคน ไม่เคยรับรู้ และไม่มีใครปรึกษา ถือเป็นการดำเนินตามใจชอบ" นายประพัฒน์ กล่าว    

                          สอดคล้องกับ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย มองว่า การที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ 5 แสนไร่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และเกิดเป็นรูปธรรมได้ยาก ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เข้าใจชาวนาอย่างแท้จริง อย่าว่าแต่จะจัดโครงการซิ่งนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว ลำพังการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพยังไม่สามารถที่จะทำได้ จะเห็นได้จากในแต่ละปีเกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพปีละตกกว่า 1 ล้านตัน แต่กรมการข้าวสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงกว่า 1 แสนตันเท่านั้น เกษตรกรต้องหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวถุงขาว ที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนซึ่งราคาค่อนข้างสูง

                          "ถ้ารัฐบาลคิดจะจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว รัฐบาลต้องหาแนวทางในการลดต้นทุนในการทำนา แต่สภาพความเป็นจริงบราคาปุ๋ยและราคาสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชราคาสูงขึ้นทุกฤดูกาล ขณะที่ราคาเช่านาก็แพงขึ้นเช่นกัน อย่างน้อยรัฐบาลต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนการผลิตข้าวให้ได้ไร่ละ 4,000 บาท หากเกินกว่านั้นรัฐต้องชดเชยค่าต้นทุน ฉะนั้นการจัดโซนนิ่งปลูกข้าว ต้องให้เกษตรกรที่เป็นชาวนาผู้ที่มีส่วนร่วม ต้องรู้ว่าเกษตรกรต้องการอะไร ไม่ใช่ทำตามที่รัฐบาลต้องการ หรือนักวิชาการ ต้องเข้าใจความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ อย่าลืมว่าเกษตรกรทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ รู้ดีว่าแต่ละพื้นที่จะทำอย่างไร และในแต่ละท้องถิ่นก็มีปราชญ์ชาวบ้านที่คอยช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องปรึกษาหารือผู้นำเกษตรกรเหล่านี้ก่อน" นายประสิทธิ์ กล่าว

                          นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า อีก 2 เดือนข้างหน้าเขากำลังวางแผนในการจัดโซนนิ่งปลูกข้าวในพื้นที่ราว 300 ไร่ โดยรวบรวมเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงนำพื้นที่รายละ 10-50 ไร่ หาแนวทางในการลดต้นทุนในการทำนา กำหนดทิศทางการตลาด โดยจะนำหลักการวิชาการมาผสมผสานกับวิชีวิตของเกษตรกรมาวางเป็นระบบตั้งแต่การเตรียมดิน เมล็ดพันธุ์ การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี เพื่อกำหนดเป็นโมเดลในการที่จะจัดโซนนิ่งในอนาคต

                          ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แม้การจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวของรัฐบาลจะผ่านการศึกษาวิจัยที่ถูกตามหลักวิชาการ แต่ถ้าไม่ถูกใจเจ้าของพื้นที่ก็จะกลายเป็นนโยบายที่สูญเปล่าและไม่เกิดประโยชน์อะไรกับชาวนาในอนาคต 

 

 

-----------------------

(เจียระไนจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว เขียนสวยหรู...แต่เกษตรกรเมิน : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)