
ทำมาหากิน : ผนึก'เอเฟท'เชื่อมตลาดยาง
ทำมาหากิน : ผนึก 'เอเฟท' เชื่อมตลาดยาง ทางออกแก้วิกฤติด้าน 'ราคา' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
พลันที่โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางสิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้เสถียรภาพราคายางกลับสู่การผันผวนอีกครั้ง อันเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสต็อกยางในตลาดโลกยังเกินอยู่ประมาณปีละ 500,000 ตัน ผนวกกับกระแสการแข็งค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อราคายางในระดับหนึ่ง
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางกล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระบุว่า ทันทีที่ราคายางเกิดความผันผวนด้านราคาตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา จึงได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อประชุมวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกในวิกฤติการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
แม้มาตรการระยะสั้นที่หยิบยกมาใช้จะไม่สามารถยกระดับราคายางให้สูงขึ้นได้ 120 บาทต่อกก.ตามข้อเรียกร้อง แต่ก็ได้พยายามหามาตรการรองรับราคายางไม่ให้ตกต่ำไปกว่านี้ ในขณะที่มาตรการระยะยาวนั้นมีการศึกษาการแปรรูปเพื่อใช้ยางในประเทศอย่างจริงจังหรือการเพิ่มมูลค่ายางในการทำ Rubber City รวมทั้งวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว อาทิ การส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในอย่างจริงจัง การเร่งวิจัยและพัฒนาในการใช้ยางพารานอกเหนือจากอุตสาหกรรมล้อรถยนต์ เช่น การทำถนนยางพารา เป็นต้น
"อีกทางออกหนึ่งที่ดูเหมือนจะดำเนินเป็นรูปธรรมมากที่สุดในตอนนี้คือ การหันมาใช้กลไกการซื้อขายของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างราคาอ้างอิงยางพารา หลังได้หารือกับทางเอเฟท เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาขายยางพาราเอง"
ยุทธพงศ์ แจงถึงรายละเอียดในการใช้กลไกการซื้อขายผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่อว่าในการประชุมวันนั้นมีการกำหนดให้มีการเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าของผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 7 ราย โดยกำหนดให้มีการวางวงเงินประกันและสำรองการเผื่อการขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นรายละ 30 ล้านบาท หรือรวมแล้วมีวงเงินรวมกัน 210 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วจะก่อให้เกิดปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ยประมาณ 300-400 สัญญาต่อวัน หากเปรียบเทียบกับปริมาณซื้อขายปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 300 สัญญาต่อวันแล้ว ถือเป็นปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดผลบวกทางจิตวิทยาและสร้างความเชื่อมั่นในสภาพคล่องของตลาดและจูงใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและนักลงทุนเข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ผมจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายและเป็นแหล่งอ้างอิงราคายางพารารายสำคัญของโลกในอนาคตให้ได้ เพราะถ้าราคาอ้างอิงของยางพาราสูงขึ้นก็จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นด้วย คือจากปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ประมาณ 3.5 ล้านตันราคาที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาทจะก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 35,000 ล้านบาทเลยทีเดียว"
รมช.เกษตรฯ ย้ำด้วยว่าทางเอเฟท (AFET) ได้ยืนยันแล้วว่า มาตรการดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายและไม่ถือเป็นการแทรกแซงราคายางแต่อย่างใด แต่เป็นการซื้อขายผ่านตลาดล่วงหน้า โดยหากมีผู้ขายจากต่างชาติเข้ามาขายยางพารา เอเฟทก็สามารถควบคุมการซื้อขายได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถปรับราคายางพาราให้เข้าสู่เสถียรภาพให้ได้ที่กิโลกรัมละ 110 บาท โดยจะเร่งดำเนินมาตรการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
อนึ่ง สำหรับ 7 หน่วยงานที่เข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (IRCo) บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท ศรีตรัง แอโกร อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทย รับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์จำกัด และบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด
อย่างไรก็ตามการหันมาใช้กลไกการซื้อขายของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือเอเฟทเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างราคาอ้างอิงยางพาราจะสามารถผ่าวิกฤติเสถียรภาพราคายางในประเทศได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายและเป็นแหล่งอ้างอิงราคายางพารารายสำคัญของโลกในอนาคตเป็นจริงเพียงใดต้องรอการพิสูจน์กันต่อไป
---------------------
(ทำมาหากิน : ผนึก 'เอเฟท' เชื่อมตลาดยาง ทางออกแก้วิกฤติด้าน 'ราคา' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



