ไลฟ์สไตล์

เที่ยวช้าๆ พาไป'โปรวองซ์'(ตอนที่1)

เที่ยวช้าๆ พาไป'โปรวองซ์'(ตอนที่1)

23 มิ.ย. 2556

เที่ยวช้าๆ พาไป โปรวองซ์ (ตอนที่1) : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย... ศิริกุล กสิวิวัฒน์

                การเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปสะดวก สบาย ไร้กังวล เพราะมีการขนส่งมวลชนที่ดีเชื่อมโยงกัน ทั้งทางอากาศ (เครื่องบิน) ระบบราง (รถไฟ) และระบบถนน (รถบัส) คราวที่แล้ว เล่าถึงการเดินทางจากปารีส ขึ้นรถไฟ TGV จากสนามบิน CDG มาเมืองบอร์โด แวะเยี่ยมชมเมือง ชิมไวน์ จนอิ่มเอม สำหรับตอนนี้จะพาลงใต้ต่อไปยัง โปรวองซ์ (Provence) ดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนโดยเฉพาะช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งในฤดูร้อน โปรวองซ์จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว หากนิยมการท่องเที่ยวแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ชอบอะไรก็ชมนานๆ เห็นอะไรน่ารับประทานก็ไม่ผ่านเลยไป จงหลีกเลี่ยงหน้าร้อน ที่จริงแล้ว โปรวองซ์สวยและเที่ยวได้ทุกเมื่อ ขอให้มีใจกับเวลาเท่านั้นเป็นพอ

               เดินทางโดยรถไฟ TGV 5 ชั่วโมงจากบอร์โด มาถึง เมืองอาวิญอง (Avignon) เมืองใหญ่ที่อยู่ตอนบนของโปรวองซ์ ที่ผู้เขียนใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวในโปรวองซ์ ซึ่งเป็นแคว้นที่มีเมืองเล็กเมืองน้อยกระจายอยู่เต็มพื้นที่ แต่มีเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอยู่ไม่กี่เมือง จะเที่ยวโปรวองซ์ให้สนุก ได้อรรถรส ต้องเดินทางโดยรถยนต์ เพราะสามารถซอกแซก เข้าไปตามถนน ตรอก ซอก ซอย ขึ้นลงเขาได้สะดวกกว่ารถสาธารณะที่มีค่อนข้างน้อย ถ้าให้ดีควรไปกับกรุ๊ปทัวร์ท้องถิ่น รถยนต์ส่วนตัว หรือรถเช่าก็ได้

               สำหรับผู้เขียนนั้น อยากนั่งชมวิวสบายๆ จึงเลือกไกด์ท้องถิ่นที่มีรถขับพาเที่ยว โดยหาข้อมูลจาก Tripadvisor และอ่าน review ประกอบการตัดสินใจ สุดท้ายก็ได้พบกับคุณ Marlene Boyer จาก www.experience - provence.com ติดต่อสื่อสารกันทาง email ช่วยกันออกแบบเส้นทาง และตกลงราคาจนเป็นที่พอใจ สมเหตุสมผล ไม่แพงอย่างที่คิด พูดได้คำเดียวว่าสุดยอด การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับมืออาชีพที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมมีคุณค่าเหนือจินตนาการ ท่านสามารถอ่าน review ของผู้เขียนได้เช่นกัน ใน Tripadvisor

               คุณ Marlene พาเที่ยวโดยเริ่มที่เมืองอาวิญอง เมื่อขับรถเข้าสู่ตัวเมืองจะเห็นกำแพงเมืองทอดยาวขนานไปกับถนน เป็นเมืองเก่าในยุคกลางที่งดงาม และคลาสสิคที่สุดจนได้รับการขนานนามว่า “The Jewels of The Southern Rhone” เมืองประวัติศาสตร์ริมน้ำ Rhone

                เริ่มต้นที่ landmark ของเมือง คือ พระราชวังของพระสันตะปาปา (Palais des Papes) อดีตเป็นที่พำนักของพระสันตะปาปา มีกำแพงรอบวัง ภายในกำแพงเป็นย่านเมืองเก่าที่มีความงดงาม และมีความขลังอยู่ในตัว ลานหน้าพระราชวังโอ่อ่ายิ่งใหญ่ รายล้อมด้วยตึกที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม บรรยากาศมีชีวิตชีวาด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งดนตรีแสดงสด กลุ่มคนวาดภาพ หุ่นคนที่ยืนนิ่ง แต่ที่เห็นอยู่เสมอคือ กลุ่มนักเรียนประถมที่คุณครูพามาทัศนศึกษา เดินปะปนกับนักท่องเที่ยว 

               เดินเรื่อยขึ้นไปชมรอบๆ วัง จะเห็นทัศนียภาพสวยงามแปลกตาด้วยมีแม่น้ำ Rhone ไหลผ่านวัง และมีสะพานคอนกรีตโบราณ ขาดเหลือไม่ถึงครึ่ง เชื่อมต่อกับเขตพระราชวัง ชื่อ สะพานเบเนเซ่ (Le Pont St.Benezet) โดดเด่น สะดุดตา งดงาม และจะยิ่งงดงามขึ้นไปอีกเมื่อทราบถึงประวัติความเป็นมาของการสร้างสะพานนี้ เดินเรื่อยลงมา ชมย่านเมืองเก่าที่มีเสน่ห์ ผ่านร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านอาหารที่มีคนนั่งทอดกายสบายๆ อาบไอแดดอุ่นๆ น่ามีความสุขจริง

               แต่สำหรับผู้เขียนมีเป้าหมายชัดเจน คือ มื้อกลางวันที่ ตลาด Les Halles ตลาดที่เป็นวิถีชีวิตของชาวเมืองอาวิญองมาจับจ่ายอาหารการกินกัน ตลาดนี้มองดูภายนอกเป็นอาคารที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ทั้งอาคาร green จริงๆ ด้านหน้ามีแผงขายต้นไม้ ดอกไม้ พอให้เกิดความสดชื่น เมื่อเดินเข้าตลาดกวาดตามองไปโดยรอบ พูดได้คำเดียวว่า ว้าว! นี่แหละตลาดในฝันที่อยากให้มีในเมืองไทยมากที่สุด ขนาดกะทัดรัด ดูดี สะอาดสะอ้าน ภายในอาคารเป็นตลาดที่มีแผงขายของประมาณ 40 แผง แต่ละแผงเป็นธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัวที่จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่ดีที่สุดของโปรวองซ์ มีตั้งแต่ เนื้อ ปลา ไก่ ชีส ผัก ผลไม้ ขนมปัง อาหารสำเร็จรูป ไวน์ อื่นๆ อีกมากมาย ล้วนมีคุณภาพทั้งสิ้น จะอร่อยหรือไม่ ต้องลอง

               ภายในตลาดมีร้านอาหารให้นั่งทานอยู่ 2-3 ร้าน ผู้เขียนเลือกร้านที่อยู่มุมสุดซ้ายมือน่านั่งมาก บนโต๊ะอาหารเล็กๆ มีแก้วไวน์ พร้อมจานช้อน มีด วางอยู่ใครจะคิดว่าในตลาดจะมีร้านอาหารนั่งสบายๆ ชมบรรยากาศของตลาด จะนั่งสั่งไวน์ดื่มอย่างเดียว หรือจะซื้ออาหารตามแผงมานั่งชิมก็ไม่ว่ากัน ผู้เขียนยังติดใจหอยนางรมตั้งแต่เมื่อวาน จึงขอรับประทานอีกสักมื้อ เดินซื้อมะกอกดองต่างๆ จากร้านใกล้ทางเข้า และชีสมาลองชิม

               บรรยากาศตลาด Les Halles นั่งดื่มไวน์ขาวกับหอยนางรมสด มะกอกไส้เอนโชวี่ ดูผู้คนเดินเลือกจับจ่ายซื้อของ เสียงพูดคุยกับคนขายอย่างมีอัธยาศัย เป็นความสุขที่สุดยอด ครบทุกสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง จะบอกว่าอย่างใดอย่างหนึ่งสุขกว่ากันคงยาก เพราะเปรียบกันไม่ได้ แต่หากทุกสัมผัสที่เราชอบเกิดขึ้นพร้อมกันนั่นเป็นความสามารถเฉพาะตัว ผู้มีประสบการณ์เท่านั้นจึงแสวงหาได้ เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่าน ก็เป็นหนึ่งในผู้นั้น

               ออกจากเมืองอาวิญอง ด้วยความรู้สึกที่ดีของการเริ่มต้นท่องเที่ยวในโปรวองซ์ นั่งรถออกนอกเมืองไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึง สะพานส่งน้ำโรมันโบราณ Pont du Gard เป็นสะพานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ.1985 เป็นอีกหนึ่ง landmark ที่ต้องมาชื่นชมภูมิปัญญาทางวิศวกรรมของชาวโรมันเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่คิดค้นระบบส่งน้ำ ระยะทาง 50 กิโลเมตร โดยมีระบบท่อส่งน้ำลอยฟ้าเพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้น เมื่อเห็นภาพสะพานอยู่ตรงหน้า ผู้เขียนยืนตะลึงอยู่พักหนึ่ง ในใจนึกว่า เขาคิดได้อย่างไรเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ทำไมคนยุคนั้นไม่กลับมาเกิดที่เมืองไทยบ้าง...

                เดินชมโดยรอบก็ยิ่งทึ่งกับความชาญฉลาด ขณะนั้นภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นภาพสะพานที่สะท้อนบนแผ่นน้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยืนดูนิ่ง ๆ เพื่อจดจำแล้วขึ้นไปเดินเล่นบนสะพาน ซึ่งยังมีสภาพสมบูรณ์ ตัวสะพานแม้จะหยุดการใช้งานแล้ว แต่ก็ถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี  นี่แหละการอนุรักษ์กับการพัฒนาไปด้วยกันได้จริงๆ เดินเล่นเพลิดเพลินบนสะพานแล้วจินตนาการถึงอดีตอันรุ่งเรือง เมื่อลงสะพานแล้วหันกลับไปมอง บอกลาสะพานที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และต้นมะกอก 3,000 ปี ที่อยู่คู่กัน

               วันแรกในโปรวองซ์โดยมีเมืองอาวิญองเป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจ จะท่วมท้นมากเพียงใด ใครจะรู้เพราะชีวิตคืนนี้อยู่ในอ้อมกอดของภูผา ในหมู่บ้านที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส

 

...................................................

(เที่ยวช้าๆ พาไป โปรวองซ์ (ตอนที่1) : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย... ศิริกุล กสิวิวัฒน์)