
แกะรอยผลงาน 3 ปี สภาเกษตรกร
แกะรอยผลงาน 3 ปี สภาเกษตรกร ความหวังเป็นที่พึ่งของรากหญ้า : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
หลังจากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับชาติ จนได้ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติคนแรก คือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตผู้คร่ำหวอดในวงการเมือง และประธานสภากองทุนฟื้นฟูและการพัฒนาเกษตรกร รวมเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 3 ขวบปี ท่ามกลางสังคมที่กำลังจับตามองว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติจะมีน้ำยาในการแก้ปัญหาภาคเกษตรอย่างไร หรือว่ามีไว้เป็นเพียงสัญลักษณ์
เนื่องเพราะมีปัญหาต่างๆ มากมายที่รุมเร้าภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านต้นทุนการผลิตสูง อันเกิดจากราคาปุ๋ย ราคายาฆ่าแมลงปรับราคาขึ้นเป็นรายไตรมาส ปัญหาแมลงศัตรูพืช ผลผลิตราคาตกต่ำ ล้วนแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่ความเป็นจริง สภาเกษตรกรถือเป็นองค์กรใหม่ของประเทศไทย หรือของโลกก็ว่าได้ ต่างกับภาคธุรกิจอย่างสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม แม้สภาทนายความก็มีมานานแล้ว ทำให้สภาวิชาชีพเหล่านี้มีความเข้มแข็ง แต่สภาเกษตรกรที่เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปี ซึ่งเวลาส่วนหนึ่งอยู่ในขั้นการคัดเลือกสมาชิกแต่ละระดับจนกว่าจะได้ระดับชาติก็ต้องใช้เวลา ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และการทำงานของสภาเกษตรกรนั้น ต้องร่วมมือกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
นายประพัฒน์กล่าวว่า สมาชิกของสภาเกษตรกรทั้งระดับชาติ และระดับจังหวัด เป็นผู้ที่อาสาจะรับใช้เกษตรกร ซึ่งบางคนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเชิงปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นปราชญ์ชาวบ้านเฉพาะด้านอยู่แล้ว ดังนั้นในเบื้องต้นต้องนำบุคลากรจากภาคส่วนอื่นที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากสถาบันการศึกษา กรมวิชาการ และส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง มาอบรมและแนะนำสมาชิกสภาเกษตรกรแต่ละจังหวัด เพื่อให้สมาชิกเหล่านี้นำความรู้ไปถ่ายทอดในชุมชน แต่ต้องยอมรับว่าสภาเกษตรกรหลายจังหวัดมีศักยภาพที่แตกต่างกัน บางจังหวัดก็มีศักยภาพสูง สามารถดำเนินงานเป็นรูปธรรม อย่างสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ ล่าสุด นายประพัฒน์นำคณะสมาชิกสภาเกษตรกรหลายจังหวัดของภาคเหนือ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ไปศึกษาและดูงานของสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะด้านการปลูกพืชทั้งไม้ผลและข้าวว่าทำงานกันอย่างไร
ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติระบุว่า ปัญหาภาคการเกษตรนั้นบ่มเพาะมานานแล้ว ปัญหาอันดับแรกที่เราต้องเริ่มต้นคือปัญหาที่ต้นน้ำ คือภาคการเพาะปลูก ที่ต้องเริ่มมาจากการวิเคาระห์ดิน ดูความสมบูรณ์ของดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง ดูค่าของดินก่อนใช้ปุ๋ยว่าที่ดินแต่ละพื้นที่มีธาตุอาหารประเภทใด จากนั้นมาดูกลางน้ำคือขั้นตอนการดูแล การเก็บเกี่ยว และปลายน้ำคือตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มที่มาจากการทำการเกษตรอย่างถูกวิธี ไม่ใช่มาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรปลูกพืชทางการเกษตรตามความเชื่อเดิมๆ ไม่ยอมรับหลักการใหม่ๆ
"ที่ผ่านมามีนักวิชาการไปแนะนำ แต่มีขั้นตอนมากมาย กว่าจะไปหาเกษตรกรได้ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติ นานๆ จะลงพื้นที่สักครั้ง ไปแล้วพูดกันคนละภาษา ฉะนั้นต้องอบรมสมาชิกของสภาเกษตรกรแต่ละจังหวัด เพื่อนำความรู้ที่อบรมไปแนะนำเกษตรกร เราต้องเอาเกษตรกรด้วยกันไปสอนจึงจะคุยกันรู้เรื่อง ส่วนปัญหาระดับนโยบายของรัฐบาล ตรงนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นตัวกลางในการดำเนินการ ต่อไปนโยบายของรัฐบาลสภาเกษตรกรต้องมีส่วนร่วม เพราะบางครั้งนโยบายของรัฐบาลสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรเช่นกัน ยิ่งอีกปีกว่าๆ เราจะร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี หากเราไม่เริ่มต้นทำการเกษตรอย่างถูกวิธีเราจะเสียเปรียบ ตอนนี้เกษตรกรยังไม่รู้เรื่องเออีซี ตรงนี้ปัญหาสำคัญที่สภาเกษตรกรต้องขับเคลื่อนต่อไป" นายประพัฒน์ กล่าว
ด้าน นายณัฐพล โสภณปิยะวัฒน์ สภาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นเจ้าของสวนไม้ผล ที่ ต.นานกกก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์มี 16 คน ในจำนวนนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือปราชญ์ชาวบ้านด้านที่ดินทำกิน ด้านไม้ผล ด้านพืชไร่ ด้านข้าว และด้านประมง-ปศุสัตว์ 5 คน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำความรู้ต่างๆ ให้แก่สมาชิกโดยเฉพาะคณาจารย์ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น
"ในอุตรดิตถ์ มีพืชผลทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อคือทุเรียนหลิน-หลงลับแล และสับปะรดห้วยมุ่น แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกแบบตามมีตามเกิดให้เทวดาดูแล ทำให้ผลผลิตได้น้อย อย่างในสวนของผมมีกว่า 100 ไร่ ปลูกทุเรียนหลงลับแลมากที่สุด ตามด้วยหลงลับแล ลองกอง หลังจากที่มีสภาเกษตรกร มีนักวิชาการมาแนะนำเรามาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่าผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น 30-40% ที่สำคัญต้นทุนน้อยลง เพราะเราใช้ปุ๋ยตามที่ดินต้องการ เน้นที่ปุ๋ยอินทรีย์ พอเราสำเร็จคนอื่นซึ่งเดิมทีไม่ค่อยเชื่อตามคำแนะนำ ก็มาเรียนรู้ และได้ผลด้วย ตอนนี้มีเกษตรกรไปปรึกษาสภาเกษตรกรอุตรดิตถ์มากขึ้น" นายณัฐพล กล่าว
เช่นเดียวกับ นายแสวง ดีคำ เกษตรกรชาว ต.น้ำริด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ บอกว่า มีสวนไม้ผลอยู่ 10 ไร่ ปลูกทุเรียนหลงลับแล หมอนทอง และลองกอง ที่ผ่านมาทำสวนแบบตามธรรมชาติ เหมือนกับชาวสวนคนอื่นคือวิธีดั้งเดิม ทำให้ผลผลิตออกมาน้อย แต่หลังจากที่มีสภาเกษตรกร จึงไปปรึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของการวัดหาความสมบูรณ์ของดิน พอรู้ว่าดินขาดธาตุอาหารประเภทใด จึงใช้ปุ๋ยประเภทนั้น หลังจากอบรมเสร็จปีแรกที่นำไปปฏิบัติทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เข้าปีที่สองยิ่งดีขึ้นไปอีก
ขณะที่ อาจารย์วิมลฉัตร สมนิยาม จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ไปช่วยเหลือในด้านการวิจัย เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาภาคการเพาะปลูกอย่างถูกวิธี ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรยังมีความเชื่อในการทำการเกษตรแบบเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามวิทยาการสมัยใหม่ อีกปัญหาหนึ่งเรื่องของสภาพดินเป็นกรดเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีในอดีตมากเกินไป และเกิดการชำระหน้าดิน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา เวลาฝนตกจะพัดจุลินทรีย์หน้าดินไปหมด แต่หลังจากที่ร่วมทำงานกับสภาการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ปัญหาต่างๆ เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดำเนินของสภาเกษตรกร ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตสภาเกษตรกรจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะเป็นที่พึ่งของเกษตรกรอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีไว้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
-------------------------
(แกะรอยผลงาน 3 ปี สภาเกษตรกร ความหวังเป็นที่พึ่งของรากหญ้า : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)



