ไลฟ์สไตล์

เผชิญกับกระแส'โลกาภิวัตน์'ด้วย'ราก'

เผชิญกับกระแส'โลกาภิวัตน์'ด้วย'ราก'

22 มิ.ย. 2556

เผชิญกับกระแส'โลกาภิวัตน์'ด้วย'ราก' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล


 
          สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ในช่วงนี้ผมมักจะย้ำถึง การเผชิญหน้ากับกระแส “โลกาภิวัตน์” ด้วยความทระนงองอาจ ด้วย “ราก” อันเป็น “ของดี มีอยู่” ของเราครับ จากการที่ได้ย้อนศึกษากลับไปในประวัติศาสตร์ ในความเห็นของผมแล้วก็ค้นพบว่ามีอยู่วิธีเดียวที่พอจะสู้กับกระแส “โลกาภิวัตน์” ได้ คือ การอาศัย “ราก” อันแข็งแกร่งทาง “ศิลปวัฒนธรรม” ที่ผมมักจะเรียกว่า “ของดี มีอยู่” และในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับความ “ทันสมัย” แบบ “แดกด่วน” และ “จอมปลอม” แบบ “ฉาบฉวย” ที่มาเร็วไปเร็ว   
 
          ทุกครั้งที่ผมเห็นสังคมไทยหลงไปกับการไล่ล่าความ “ทันสมัย” ก็อดที่จะร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้ ซึ่งตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงไปของ “ภาษา” และ “รูปแบบการใช้ชีวิต” ซึ่งสะท้อนออกมาใน “รูปแบบอาคารบ้านเรือน” หากรู้ไม่เท่าทันแล้ว คงจะเหมือน “พม่า” เมื่อครั้งเสียเมืองในสมัย “พระเจ้าสีป่อ” แห่งราชวงศ์ “อลองพญา” ที่ต้องเสีย “เอกราช” ในยุคล่าอาณานิคมให้แก่ “อังกฤษ” ในขณะที่ “สยาม” ตรงกับ “รัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5” ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้ ถึงแม้ต้องเสียดินแดน “ฝั่งซ้ายของแม่โขง” ทั้งหมด (ปัจจุบัน คือ ลาว และ เวียดนาม บางส่วน)
 
          รวมทั้งเสียดินแดน “กัมพุชประเทศ” เช่น เสียมราฐ, พระตะบอง, ศรีโสภณ (ปัจุบันคือ กัมพูชา) ให้แก่ ฝรั่งเศส และเสีย มะริด, ทวาย, ตะนาวศรี (ปัจจุบันคือ พม่า) ตลอดจนเสียดินแดน “แหลมมลายู” ไม่ว่าจะเป็น ไทรบุรี, กันตรัง, ตรังกานู ฯลฯ ให้แก่ อังกฤษ เป็นผลให้ราชอาณาจักร “สยามประเทศ” ที่เคยกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมเกือบทั้ง “มาเลเพนนีซูลา” หรือ “แหลมมลายู” ก็ลดพื้นที่ลงไปกว่าครึ่ง เพื่อแลกกับการรักษา “เอกราช” เอาไว้ นี่คือ “โลกภิวัตน์” หรือ  “โลกาวิบัติ” แบบ  “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เมื่อกว่า 100  ปีที่แล้วและกำลังจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้าในยุคเปิด “AEC” เสรี “อาเซียน”  ครับ
 
          “โลกาภิวัตน์” เมื่อโหมกระหน่ำ “สยามประเทศ” ใน “ยุคล่าอาณานิคม” เมื่อร้อยปีก่อน ที่ในครานั้นที่อยู่รอดปลอดภัยได้เพราะเรา “รู้เท่าทัน” และพร้อม “ปรับตัว” ให้เข้ากับสถานการณ์ที่คับขันในยุคนั้น แม้แต่ในทางการออกแบบ “สถาปัตยกรรม” ผมไม่ลังเลที่จะบอกให้รับรู้ทั่วกันว่า “สถาปัตยกรรม” ที่สามารถเผชิญหน้ากับ “โลกาภิวัตน์”  ด้วย “ราก” ที่เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจผม คือ “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” ที่สร้างขึ้นในรัชสมัย “ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5” (เมื่อ พ.ศ.2419) โดยมี  “แม่งาน” ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”  คือ “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” เพราะ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเล็งเห็นว่า “สยามประเทศ”  คงไม่สามารถต้านทานกระแส “โลกาภิวัตน์” ในครั้งนั้นได้ จึงจำเป็นต้องเปิดประเทศด้วยแรงบังคับจากสนธิสัญญาต่างๆ เช่น สนธิสัญญา “เบาว์ริง” ฯลฯ นอกจากนั้นพระองค์ท่านจึงทรงเล็งเห็นว่า “สยามประเทศ” ต้องมีรูปแบบ “สถาปัตยกรรม” และ “วิถีการใช้ชีวิต” ที่สามารถประกาศให้โลกตะวันออกได้รับรู้ว่า เราเป็นประเทศ “ศิวิไลซ์”  ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี 
 
          ดังนั้น ในความเห็นของผม “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” ได้สะท้อนถึง “ราก” ของ “สถาปัตยกรรมไทย” อย่างชัดเจน สามารถอวดแขกบ้านแขกเมือง บรรดาทูตานุทูตต่างชาติต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมที่เมื่อได้เห็นแล้วต้องทึ่ง ในความรู้ความสามารถในช่างศิลป์ของไทยเลยทีเดียว เพราะตัวอาคารเป็นแบบ “ยุโรป” เป็นทรง  “เรเนซองส์คลาสสิก” (กระเดียดไปทาง “บาร็อก”) ซึ่งมีความถูกต้องทางหลักศิลปะสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบ “กรีก+โรมัน” อย่างครบถ้วน แต่ทรงหลังคานี่สิครับ “สมเด็จครู” ได้ประกาศ “เอกราชทางความคิด” โดยทรงออกแบบหลังคาที่พัฒนามาจาก “มณฑป”  ทรง “จอมแห” (ลองนึกภาพเอา “แห” มาแขวนก็จะได้รูปทรง “จอมแห” ครับ)  นับว่าเป็นการประสานอย่างผสมกลมกลืนแบบ “รู้เท่าทัน” และเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกถึงสติปัญญาของ “ช่างไทย” ครับ
 
          ผมขอสารภาพตามตรงว่า “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” นั้น เป็นทั้ง “ขวัญ” และ “กำลังใจ” ในทุกๆ ครั้งที่ผมรู้สึกอ่อนแรงและอ่อนล้าที่จะไปเผชิญหน้ากับ “โลกาภิวัตน์” เพราะเป็น “สถาปัตยกรรมไทย” ที่ประกาศถึง “ศักดิ์ศรี” แบบสอนมวยบรรดานักล่าอาณานิคมว่า “ไทยมีดี” เพราะเรามี “ราก” ที่มั่นคง หากไม่ได้สู้ด้วย “ราก” แล้วไซร้ก็คงไม่เห็นหนทางใดหรอกครับที่จะสู้กระแส “โลกาภิวัตน์” ที่โหมกระหน่ำได้
.......................................
(หมายเหตุ เผชิญกับกระแส'โลกาภิวัตน์'ด้วย'ราก' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)