
กุญแจสู่ความสำเร็จ'ภิมุข สิมะโรจน์'
'สื่อสารเพื่อเรียนรู้'กุญแจสู่ความสำเร็จ'ภิมุข สิมะโรจน์' : โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน
ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง ยากยิ่งนักจะผ่านเส้นทางการทำงานที่หลากหลาย สลับซ้บซ้อน แต่ด้วยความรู้ ความสามารถ แถมให้ความสำคัญกับการสื่อสารเพื่อเรียนรู้จากหลากหลายมิติ กลับเป็นกุญแจสำคัญของการก้าวสู่ความสำเร็จของนักบริหารหนุ่มวัย 40 กว่าๆ คนนี้ "ภิมุข สิมะโรจน์" ประธานกรรมการบริหารบริษัท ซัสโก้ ดีลเลอร์ส จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)
"เด็กๆ ผมฝันอยากทำงานสาธารณะ งานราชการ หรือหน่วยงานเพื่อประเทศชาติ มันมีความรู้สึกที่ดี ภูมิใจอะไรประมาณนั้น สมัยก่อนนั่งรถกลับบ้านเลือกเส้นทางผ่านรัฐสภากับเขาดิน เพราะชอบฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางทียืนข้างๆ รั้วรัฐสภา หรือแวะเขาดินเล่นดูสัตว์ต่างๆ บ้าง ไม่นึกว่าโตขึ้นจะได้ทำงานทั้งในรัฐสภาและได้เป็นผอ.สวนสัตว์" ภิมุข กล่าวอย่างอารมณ์ดี
ภิมุข สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ซัสโก้ ดีลเลอร์ส จำกัด ในกลุ่มบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เพิ่งมีดีลเข้าซื้อกิจการสถานีน้ำมันปิโตรนาส 96 แห่งในประเทศไทยไปมาดๆ และเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลการเปลี่ยนผ่านใน "การควบรวมกิจการ" ให้เรียบร้อยภายใน 2 ปี
ภิมุข เล่าถึงเส้นทางชีวิตการทำงานอย่างคร่าวๆ ว่า เด็กๆ สนใจงานสาธารณะมาก แต่พบกับโจทย์ของชีวิตที่เลือกไม่ได้ เมื่อคุณพ่อเริ่มทำธุรกิจขยายงานไปเรื่อยๆ จนมีบริษัทเต็มไปหมด ทั้งสนามกอล์ฟ ฟาร์มกุ้ง ฯลฯ ขณะที่เขากำลังเรียน (MBA) มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ) หวังจะมาช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวในฐานะลูกชายคนโต และได้เรียนต่อปริญญาโทด้าน MPA หรือการบริหารงานสาธารณะที่จุฬาฯ เพิ่มเติม เพื่อให้มีความรู้และมุมมองทั้ง 2 ด้าน เมื่อเรียนจบกลับมา เป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2538 ธนาคารปิดกิจการ ธุรกิจต่างก็ล้มกันมากมายรวมถึงธุรกิจครอบครัว "สิมะโรจน์"
ภิมุข ในวัย 25-26 กระโดดเข้าช่วยธุรกิจครอบครัว ต้องวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัญหา โดยเฉพาะการตัดขายกิจการบางอย่างเพื่อใช้หนี้ "เราต้องกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกสถานการณ์บังคับให้เปลี่ยน ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะควบคุมผลกระทบไม่ได้ ถึงแม้ผมไม่ได้เริ่มทำงานสาธารณะอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็คิดในแง่ดีเสมอว่า ประสบการณ์วันนั้นประเมินค่าไม่ได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในยามวิกฤติและการไม่ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท"
ทุกครั้งที่มีโอกาส ภิมุขจะเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เขาถนัดเสมอ ในช่วงปี 2540 การเมืองไทยมีการปฏิรูป มีรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2540 เกิดขึ้น เขาสนใจและอยากเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเริ่มทำงานในคณะทำนโยบายด้านพลังงาน เนื่องจากมีประสบการณ์ ที่พรรคไทยรักไทย
ย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว "ภิมุข สิมะโรจน์" ออกทีวี/วิทยุคุยเรื่องน้ำมันอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า ราคาน้ำมันมาจากไหน จะลด จะเพิ่มอยู่ที่ปัจจัยอะไรบ้าง ตามนโยบายราคายืดหยุ่น โดยเก็บเงินบางส่วนในช่วงราคาน้ำมันถูกไว้ชดเชยเวลาน้ำมันแพง ซึ่งนโยบายยังคงใช้มาถึงทุกวันนี้ แต่เวลานั้นบอกว่า นโยบายนี้เหมาะสำหรับช่วงน้ำมันผันผวน ขึ้นๆ ลงๆ เท่านั้น ถ้าน้ำมันเป็นขาขึ้นตลอดเราต้องหยุดไม่งั้นกองทุนจะมีหนี้สินเพิ่ม
"ผมชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้แทนอยู่ 2 สมัย เป็นเลขาฯ รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ (นายกร ทัพพะรังสี) พอมาสมัยที่ 3 การเมืองก็เข้าสู่ทางตัน มีการปฏิวัติ ผมไม่ชอบความขัดแย้ง เมื่อบรรยากาศมันเปลี่ยนจึงเว้นวรรคการเมือง"
ช่วงเว้นวรรคการเมือง ภิมุขได้ไปช่วยเพื่อนรุ่นน้องซึ่งลงสมัครนายกเมืองพัทยา และสุดท้ายกลายเป็น "ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา" อยู่พักหนึ่ง เมื่อมีจุดเปลี่ยนตรงการเมืองระดับชาติเกิดขึ้นอีกครั้ง มีรัฐบาลที่มี "นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี และสุวิทย์ คุณกิตติ และ ส.ส.อีก 5 คนในนามพรรคกิจสังคม ได้รับผิดชอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการชักชวนให้ไปช่วยงานกระทรวง และงานราชการเป็นหลัก ส่วนงานการเมืองยังเว้นวรรค
จากที่ปรึกษารัฐมนตรีเลื่อนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายงานมากมาย และจุดนี้เองทำให้ภิมุขได้ไปสัมผัสงานด้านอนุรักษ์ในทุกๆ แง่มุม ได้ทำงานร่วมงานกับข้าราชการทุกระดับ ตั้งแต่ปลัดกระทรวงจนถึงเจ้าหน้าที่ในแต่ละกรม ทั่วประเทศ
"ผมชอบลงไปสัมผัสงานในทุกจุดที่จะสัมผัสได้ ผมเดินทางเยอะมาก และผมชอบพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในภาคปฏิบัติ เพราะจะทำให้เราได้เห็นปัญหาที่แท้จริง เกิดการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้จริง และในหลายๆ มุมนั้น มีเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ผมสนใจมาก ถึงขั้นไปตั้งเป็นกองทุนพ่อแม่อุปถัมภ์สัตว์ป่าเอาไว้ที่กระทรวง" ภิมุขกล่าว
ในครั้งนั้น ภิมุขได้ลาออกจากตำแหน่ง "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" เพราะพิสมัยงานอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดสรร ไปแสดงวิสัยทัศน์ให้กรรมการฟัง ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ จนในที่สุดก็ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้อำนวยการสวนสัตว์"
"ผมเดินหน้าในภาพใหญ่ ด้วยนโยบาย Green Zoo เพราะผมคิดว่า คนมาสวนสัตว์เขาไม่ได้ต้องการเหมือนเดินห้างสรรพสินค้า ถ้าสวนสัตว์ทำให้เหมือนห้าง ผมว่าท่านหลงทางแล้ว เขาต้องการมาดูสัตว์ มาสัมผัสความเป็นธรรมชาติมากกว่า จัดให้มี Welcome Center จัดให้มีบริการ WiFi ทุกสวนสัตว์ การทำของผมได้ลงไปพบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทุกระดับและทุกสวนสัตว์ทั่วประเทศ"
สุดท้าย "ภิมุข สิมะโรจน์" ย้อนกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวแบบจริงจังอีกครั้ง เจองานที่ท้าทายทันทีคือ การเข้าประมูลปั๊มน้ำมันจากบริษัทปิโตรนาสเมืองไทยจะเลิกกิจการ มีการเชิญให้ผู้ที่สนใจเข้าประมูล บังเอิญครอบครัว "สิมะโรจน์" ทำธุรกิจน้ำมันอยู่แล้ว จึงได้ร่วมกับทีมผู้บริหารของซัสโก้ ซึ่งมีความชำนาญในธุรกิจด้านนี้ ทำการศึกษาข้อมูลและตัดสินใจเข้าประมูลและชนะการประมูล สร้างความแปลกใจในแวดวงธุรกิจ ทำไมซัสโก้ไม่กลัวและกล้าเสี่ยง
"แต่เรามองแตกต่าง ถ้าไม่เสี่ยงในจุดที่ควรเสี่ยง…อาจยิ่งเสี่ยง ธุรกิจน้ำมันบ้านเราแข่งขันสูงมาก อยู่เฉยๆ ก็เสี่ยง อนาคตต้องทำการตลาดให้เข้มข้นขึ้น เพราะเราใช้แบรนด์ปิโตรนาสได้ 2 ปี สิ้นปี 2557 ก็จะมีแบรนด์เดียวคือซัสโก้ 240 กว่าแห่ง ตอนนี้ผมสื่อสารองค์กรเพื่อการเรียนที่จะทำงานร่วมกันเพื่อก้าวไปข้างหน้า" ภิมุขกล่าว
หากเปรียบ "ภิมุข สิมะโรจน์" จากอายุกับผู้บริหารในรุ่นเดียวกัน ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ได้รับโอกาสการที่ดี ได้เปรียบทั้งจากโอกาสที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ และที่เกิดจากเขาสร้างขึ้นมาเอง แต่ละองค์กรที่เขาบริหารล้วนตระหนักถึง "การสื่อสารเพื่อเรียนรู้" ณ วันนี้ เขาเป็นอีกคนหนึงที่สังคมไทยน่าจับตาดูกันว่า ก้าวต่อไปของเขาจะทำอะไร
.......................................................................
('สื่อสารเพื่อเรียนรู้'กุญแจสู่ความสำเร็จ'ภิมุข สิมะโรจน์' : โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน )



