
'ไทย-สหรัฐ'เปิดผลวิจัยยาต้านเอดส์สำเร็จ
กระหึ่มวงการแพทย์ระดับโลก'ไทย-สหรัฐฯ'เปิดผลวิจัย'ยาต้านเอดส์'สำเร็จ ป้องกันติดไวรัสกลุ่มใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น
13 มิ.ย. 56 นายแพทย์พีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกทม. นายแพทย์ขจิต ชูปัญญา อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษายาทินอฟโฟเวีย ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอดส์ และนางคริสตี้ เคนนี่ย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมแถลงผลการศึกษาการใช้ยาทินอฟโฟเวีย เพื่อต้านไวรัสเอดส์ ภายหลังมีผลวิจัยพบว่า การกินยาทินอฟโฟเวียต้านเชื้อเอชไอวีทุกวันจะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
นายแพทย์ขจิต กล่าวว่า กทม. กระทรวงสาธารณะสุข และศูนย์ควบคุมและป้องปันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา(ซีดีซี) ได้ประกาศผลการศึกษา พบว่าการใช้ยาต้านไวรัสโดยการรับประทานทุกวันในผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดยาที่ยังไม่ติดเชื่อเอชไอวี สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื่อเอชไอวีได้ ร้อยละ 74 และยังพบว่า การรับประทานอย่างสม่ำเสมอสามารถลดความเสี่ยงได้มากกว่าผู้ที่กินยาไม่สม่ำเสมออีกด้วย ทั้งนี้ การศึกษาถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าการให้ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวีรับประทานยาต้านไวรัสก่อนการติดเชื่อ หรือเรียกว่า การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ จะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อโดยการใช้เข็มฉีดยา
นายแพทย์ขจิต กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากชุมชน และอาสาสมัครที่เข้าร่วมการศึกษา ซึ่งโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2548 โดยมีผู้เข้าร่วมทดลองโครงการเป็นชายและหญิง จำนวน 2,413 ราย ที่ได้รับการสุ่มเลือกให้รับประทานยาทินอฟโฟเวีย เอชไอวี สามารถลดการติดเชื้อได้ถึง ร้อยละ 74 จึงเป็นโครงการที่ดี แม้ผลการศึกษาโครงการจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่เราจะยังให้ยาแก่อาสาสมัครฟรีต่ออีก 1 ปี โดยในอนาคตอาจจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา เพื่อขยายผลโครงการทั้งในกรุงเทพฯและทั่วประเทศด้วย
“ผลการศึกษาได้รับการเผยแพร่วันนี้ทางนิตยสารทางการแพทย์ออนไลน์ เดอะแลนซ์เซท เพราะการค้นพบครั้งนี้เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของวิทยาการด้านการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทยและของโลก การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเป็นอีกหนึ่งวิธีการแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดจำนวนไม่น้อยในกรุงเทพฯ ก็ได้ติดเชื้อไวรัสเอดส์ไปแล้ว แต่การค้นพบวิธีป้องกันใหม่ของการติดทางการใช้ยาเสพติดชนิดเข็มฉีดยาเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”นายแพทย์ขจิต กล่าว
ด้านนายแพทย์พีระพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ทดลองมีการแนะนำจากเจ้าหน้าที่และคณะผู้วิจัยคำแนะนำระหว่างการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งพบว่ามีการลดการใช้ยาเสพติดไปในตัวด้วยเป็นการลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และเมื่อลดความเสี่ยงโอกาสติดเชื้อก็จะหายไป ส่วนจะเป็นดาบสองคมสำหรับผู้ใช้ยาหรือไม่ ก็เป็นการลดการติดเชื้อจากการใช้ยา ถ้าเลิกใช้ยาก็ลดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปด้วย ซึ่งทางการแพทย์ต้องใช้วีธีหลายด้านเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ได้ อย่างไรก็ตาม กทม.จะนำผลการวิจัยดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการบำบัดยาเสพติดของ กทม.เพื่อลดการใช้ยาเสพติดของคนกรุงเทพฯเช่นกัน
“ การวิจัยดังกล่าวนั้นแม้จะได้ผลดี แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจจะทำให้ผู้เสพยาอาจจะหันมาเสพยาเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นว่ามียาป้องกัน ซึ่งเราคงไม่สามารถห้ามใครไม่ให้เสพยาได้ แต่จะต้องมีการทำความเข้าใจร่วมกันไปเพื่อให้ผู้ใช้ยาลดการใช้ยา เนื่องจากกระบวนการการวิจัยนั้นพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งนั้นเลิกใช้ยา เพราะระหว่างการทดลองนั้นได้เห็นโทษของการใช้ยาไป ” นายพีระพงษ์ กล่าว
ด้านพญ.สุพักตร์ วาณิชเสนี หัวหน้าผู้ประสานงานด้านคลินิก โครงการศึกษายาทินอฟโฟเวียในกทม. กล่าวว่า ยาทินอฟโฟเวีย มีอยู่แล้วในประเทศไทย โดยการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถซื้อได้ทั่วไป เนื่องจากเป็นยาอันตราย ต้องแพทย์สั่งเท่านั้น ราคาเม็ดละประมาณ 40 บาท ที่จริงมียาต้านไวรัสในประเทศไทยหลายชนิด แต่ที่เลือกยาทินอฟโฟเวียมาใช้ในการศึกษา เนื่องจากยามีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง กินวันละ 1 ครั้งๆ ละ1 เม็ด และได้ประสิทธิภาพค่อนข้างสูง



