ไลฟ์สไตล์

เที่ยวเมืองช้างสุรินทร์

เที่ยวเมืองช้างสุรินทร์

09 มิ.ย. 2556

เที่ยวเมืองช้างสุรินทร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : adamfeelgood

               วันหยุดสัก 2-3 วัน ไปไหนดี ลองหาข้อมูล จังหวัดหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เคยไป คือ จังหวัดสุรินทร์ โอกาสดี มีกลุ่มเพื่อนชมรมถ่ายภาพจังหวัดสุรินทร์ (facebook : SRPC) ชักชวนให้เที่ยวประเพณีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจังหวัด คือ ประเพณีบวชนาคช้าง เคยได้ยินคำขวัญจังหวัด ว่า สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ... งานนี้พลาดไม่ได้ ลองค้นหาการเดินทาง สุดท้ายเลือกเดินทางด้วยรถปรับอากาศออกจากกรุงเทพฯ กลางคืน ถึงจังหวัดสุรินทร์ตอนเช้าพอดี

                เราออกเดินทางจากตัวเมืองสุรินทร์ ขึ้นไป หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง อำเภอท่าตูม ระยะทาง 58 กิโลเมตร เพื่อไปเก็บเกี่ยววัฒนธรรมที่น่าประทับใจในประเพณีบวชนาคช้าง ที่หาดูได้ยาก โดยผู้ชายในหมู่บ้านที่จะบวชนาคจะใช้ช้างเป็นพาหนะในการเดินทางจากบ้านไปสู่วัด

                เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านจะเห็นช้างมีอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน มีทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก และลูกช้างที่เกิดใหม่ นอกจากนี้ ที่นี้ยังมีศูนย์คชศึกษาที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ช้างไทยและมีการแสดงของช้างวันละ 2 รอบ

                ก่อนเริ่มพิธีแห่นาคตั้งแต่ช่วงเช้า 9 โมงกว่าๆ ควาญช้างจะแต่งหน้าช้าง โดยใช้ชอล์กสีวาดลายต่างๆ บนหน้าและลำตัวของช้าง เพื่อความสวยงาม บางเชือกอาจจะประดับด้วยผ้าสีสันด้วย เมื่อถึงเวลา 11.00 น. นาคจะขึ้นไปยังที่นั่งบนหลังช้างแห่ไปวัด โดยพ่อแม่ญาติพี่น้องจะถือของบวชนำหน้าช้าง และมีขบวนดนตรีที่เน้นความสนุกสนาน และชาวบ้านเต้นระบำตามจังหวะเสียงดนตรีกันไปอย่างสนุกสนาน

                เทศกาลบวชนาคช้างนี้ มีชายหนุ่มที่ตั้งใจบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ มากกว่า 20 คน ทำให้ขบวนยาวเหยียด ระหว่างเส้นทางไปยังวัด จะมีชาวบ้านที่อยู่บ้าน นำน้ำดื่ม ขนม มาตั้งไว้บริการขบวนนาคตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการทำบุญร่วมกับนาคด้วย และในเขตวัดจะมีชุมชนต่างๆ มาออกโรงทานอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง และขนมหวาน บริการให้ทุกคนได้อิ่มเก็บแรงไว้สำหรับการเดินทางต่อ

                เมื่อนาคมาสู่เขตพัทธสีมาของวัดแล้ว จะเป็นพิธีบวชนาคโดยพระภิกษุ เมื่อเสร็จแล้ว ราวบ่ายสอง นาคจะทยอยขึ้นหลังช้าง เดินเป็นขบวนระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ไปยังวังทะลุ บริเวณแม่น้ำมูล เพื่อให้ช้างเล่นน้ำ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่น่าประทับใจ ช้างจะลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน และทำพิธีไหว้เจ้าที่ในบริเวณ เป็นอันเสร็จพิธี บวชนาคช้าง ประเพณีนี้มีในช่วงก่อนวันวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี โดยสามารถติดตามข่าวสารที่แน่นอนจากการท่องเที่ยวสุรินทร์

                ช่วงเย็นไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ เขาพนมสวาย ออกจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 10 กิโลเมตร คำว่า สวาย แปลว่า มะม่วง โดยเราสามารถขับรถไปถึงเชิงเขาและเดินขึ้นบันไดไม่ไกลนัก ระหว่างทางขึ้นมีระฆังแขวนจำนวน 1,080 ใบ ให้เราเดินเคาะได้ตลอดทางขึ้น เมื่อถึงยอดเขา มีพระพุทธรูปองค์ขาวขนาดใหญ่ พระนามว่า พระพุทธสุรินทรมงคล ตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถเดินอ้อมไปด้านหลังองค์พระ เพื่อชมพระอาทิตย์ตกได้ มุมมองกว้างไกล เห็นผืนนาสีเขียวโดยรอบ เมื่อสักการะพระพุทธรูปแล้ว เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองสุรินทร์

                ในวันพระใหญ่ วันพระจันทร์เต็มดวง วันวิสาขบูชา วัดต่างๆ จะมีพิธีเวียนเทียน ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจะไปเวียนเทียนในวัดใกล้บ้าน สำหรับในตัวเมืองสุรินทร์ วัดที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวรู้จักกันดี คือ วัดบูรพา ที่มีหลวงปู่ดุลย์ อตุโล เคยจำวัดนี้ และมีพระพุทธรูปที่เป็นผู้คนศรัทธาคือ พระพุทธรูปหลวงพ่อพระชีว์ คนมากราบไหว้สักการะขอพรและมาเวียนเทียนที่นี่ค่อนข้างมาก ในบริเวณวัด มีของกินเล่นจำหน่าย เช่น โรตี บาร์บีคิว ลูกชิ้น บางวัดหลังจากที่ชาวบ้านเวียนเทียนกลับกันหมดแล้ว พระภิกษุและเณร จะลงโบสถ์เพื่อสวดมนต์เย็น เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

                วันรุ่งขึ้น เราเดินทางไปชมศิลปะพื้นบ้านที่เลื่องชื่อของจังหวัดสุรินทร์ โดยที่แรกคือ หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง ออกจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 10  กิโลเมตรโดยใช้เส้นทางถนนสายเกาะลอย-เมืองลิง เป็นหมู่บ้านที่ทอผ้าไหมยกทองโบราณ โดยผลงานที่สร้างชื่อ คือ ใช้เป็นผ้าคลุมพระอังสาแด่พระราชอาคันตุกะที่เสร็จมาร่วมฉลองงานครองราชย์ครบ 60 ปีของในหลวง และในงานประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในปี พ.ศ. 2546 ใช้สำหรับตัดเสื้อให้กับผู้นำประเทศ

                การทอผ้าไหมโบราณนี้ เป็นการทอโดยใช้ใยไหมเส้นเล็กละเอียด มาย้อมสีธรรมชาติ โดยเราสามารถเดินชมวิธีการย้อมผ้าได้ ด้วยการออกแบบลวดลายที่วิจิตรงดงาม เช่น ลายเทพพนม ลายครุฑยุคนาค เป็นต้นกรรมวิธีในการออกแบบและการทอแต่ละผืนต้องใช้เวลานาน บางผืนใช้เวลาเป็นปีจึงแล้วเสร็จ ดังนั้น ผ้าหนึ่งผืนจึงมีลายเฉพาะของผืนนั้น ในหมู่บ้านมีโรงทอผ้าแบบสองชั้น เส้นสายไหมถูกโยงใย เราคนต่างถิ่นไปยืนชมกระบวนการทำ เห็นความซับซ้อนของเส้นใยไหม ใช้คนทอร่วมกันประมาณ 4 คนต่อผืน ค่อยๆ บรรจงทอผ้าเพื่อความงดงามของผ้าไหม นอกจากนี้ ยังมีห้องแสดงผืนผ้าที่ทอแล้วเสร็จให้ชมด้วย ในบริเวณหมู่บ้านมีร้านจำหน่ายผ้าไหมและที่แปรรูปเป็นเสื้อผ้าไว้จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

                ในช่วงบ่ายเราเดินทางไปยังหมู่บ้านทำเครื่องเงินเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์  ตั้งอยู่ทางทิศเหนืออำเภอเมืองสุรินทร์  บนถนนสายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด  คำว่า "เขวา" อ่านว่า ขะ-หวาว เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ต้นสูง อายุยืน นิยมใช้ทำเครื่องใช้ที่เป็นสิริมงคล เช่น  อาสน์สงฆ์  พานไม้  ถาดไม้   ส่วนคำว่า  "สินรินทร์"  เป็นชื่อของ "ขุนสินรินทร์บำรุง"  ซึ่งเป็นกำนันคนแรกของตำบลเขวาสินรินทร์   จึงได้รวมชื่อเป็น "เขวาสินรินทร์"

                ที่หมู่บ้านนี้ เครื่องเงินที่ขึ้นชื่อ คือ ปะเกือม หรือปะคำ  เป็นศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นต่อรุ่นมาหลายร้อยปี  โดยการสลักเสลาลวดลายบนแท่งเงินหรือแท่งทอง  จนกลายมาเป็นเครื่องประดับเงินที่มีความงดงาม  และสูงค่ายิ่ง ในวันที่เราไปชม ได้พบกับ คุณลุงป่วน ที่ให้เล่าเรื่องราวให้เราฟังความภูมิใจของชุมชน มีช่างที่ถ่ายทอดวิธีการทำเครื่องเงินมาหลายรุ่น โดยปัจจุบันเหลือช่างฝีมือไม่มากนักแล้ว ขาดลูกหลานที่มารับงานต่อ งานฝีมือนี้ ได้เคยทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดามาแล้ว เป็นเข็มขัดเงินที่หนักประมาณหนึ่งกิโล และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานกลับมา เพื่อให้คุณลุงได้เก็บไว้ให้ลูกหลานชุมชนได้อนุรักษ์ไว้ โดยในเข็มขัดหนึ่งเส้น จะมีลายดอกไม้อยู่ 13 ชนิด เช่น ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์ ลายพระอาทิตย์ ลายดอกทานตะวัน เป็นต้น และคุณลุงได้ทำงานเครื่องเงินอีกหลากหลายที่เผยแพร่ไปในต่างประเทศด้วย

                การท่องเที่ยวในจังหวัดสุรินทร์ยังมีมากมาย ปราสาทศิลปะแบบขอมที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น ปราสาทศีขรภูมิ ดังนั้น หากมีเวลาคงได้มีเวลาเยี่ยมเยือนได้อย่างทั่วถึง และขอขอบคุณข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และมิตรภาพดีๆ จากกลุ่มเพื่อนชมรมถ่ายภาพจังหวัดสุรินทร์ (facebook : SRPC)

 

 ...........................................

(เที่ยวเมืองช้างสุรินทร์ : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : adamfeelgood)