
เพชรเม็ดสุดท้ายในพระไตรปิฎก(2)
อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : 'อตัมมยตา' เพชรเม็ดสุดท้าย ในพระไตรปิฎก (2) : โดย...ปลวกหวาน
วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 จะครบ 20 ปี มรณภาพของท่านพุทธทาสภิกขุ คณะตามรอยฯ จึงกลับไปยังไชยาเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง และพาไปสัมผัสสถานที่จริงที่ท่านเคยมีชีวิตอยู่ จากลูกชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาๆ กลายเป็นพระดีที่โลกยกย่องได้อย่างไร ติดตามได้ในรายงานพิเศษชุดนี้ค่ะ
กำเนิดนาม “พุทธทาส”
คณะเราเดินทางไปที่วัดตระพังจิก ซึ่งเป็นอดีตวัดร้าง แต่จุดเริ่มต้นของ “สวนโมกขพลาราม” และเป็นจุดเริ่มของหนังสือเล่มแรกของสวนโมกข์ คือตามรอยพระอรหันต์ และเป็นจุดกำเนิดของนาม “พุทธทาส”
ในปี พ.ศ.2475 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเดือนเดียวพระหนุ่มได้มาที่นี่ ขณะนั้นบริเวณนี้มี "ต้นโมก" และ "ต้นพลา" ขึ้นอยู่ พระเงื่อมจึงนำเอาคำว่า "โมก" หรือ "โมกข" และคำว่า "พลา" หรือ "พละ" มารวมกัน ได้คำที่ให้ความหมายว่า “กำลังแห่งความหลุดพ้น” และเมื่อรวมกับคำว่า "อาราม" ซึ่งแปลว่า ที่ร่มรื่น จึงกลายมาเป็นชื่อ “สวนโมกขพลาราม” มีความหมายว่า “สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งการหลุดพ้น” โดยมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมวิปัสสนาธุระเพื่อให้เกิดความหลุดพ้น
สวนโมกข์-วัดตระพังจิกนี่เองที่พระมหาเงื่อม อินทปัญโญ ใช้ฝึกฝน เคี่ยวกรำตัวเองในทางธรรมอย่างหนัก ทั้งศึกษา-ทดลอง-บันทึกในแบบใกล้เคียงกับสมัยพุทธกาล เพื่อมุ่งหวังดังชื่อหนังสือเล่มแรกของสวนโมกข์ที่ถือกำเนิดที่นี่ว่า “ตามรอยพระอรหันต์” และเป็นจุดกำเนิดนามปากกาในการเขียนหนังสือ จนกลายมาเป็นชื่อที่ผู้สนใจใฝ่ธรรมทั่วโลกรู้จักคือ “พุทธทาส” มาจากการตั้งใจจะรับใช้พระพุทธเจ้า ด้วยการทำให้คำสั่งสอนที่แท้จริงของพุทธองค์แพร่หลายออกไปให้มากที่สุด
ปัจจุบันวัดตระพังจิก ยังมีพระสงฆ์จำพรรษา ในบริเวณวัดยังคงร่มรื่นด้วยร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องก้องดังเซ็งแซ่ กุฏิแบบเก่าที่ท่านพุทธทาสใช้จำวัดและเขียน-แปลหนังสือยังคงมีให้เห็น รวมทั้งตระพังจิก หรือสระน้ำ ก็ยังมีน้ำอยู่เต็มสระ ผู้คนเรียกที่นี่ว่า สวนโมกข์-ตระพังจิก หรือ "สวนโมกข์-พุมเรียง" เพื่อไม่ให้สับสนกับสวนโมกข์ปัจจุบัน หรือ “สวนโมกข์-วัดธารน้ำไหล”
ย่ำสวนโมกข์ปัจจุบัน
ทุกวันเสาร์หรือตรงกับวันพระ ที่ลานหินโค้ง ลานอเนกประสงค์ สวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี จะมีชาวบ้านนำอาหารมาใส่บาตรพระกันมากมาย ซึ่งในเช้าวันที่คณะเราเดินทางไปถึงก็มีการตักบาตรสาธิต โดยพระสงฆ์จะนั่งอยู่กับที่ ส่วนญาติโยมจะเดินวนใส่บาตรพระทีละรูป ฟังว่าเพื่อให้ใกล้เคียง และใกล้ชิดกับธรรมชาติเช่นเดียวกับครั้งพุทธกาล
อากาศเย็นสบายด้วยร่มไม้ใหญ่น้อย หลังจากถอดรองเท้าเดินใส่บาตรพระแล้ว หลายคนกลับมานั่งสมาธิบนเสื่อ บ้างสนทนาธรรม ไม่ก็สวดมนต์ นึกถึงคำท่านพุทธทาสที่ว่า พื้นดินเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานกลางผืนดิน
ปริศนาธรรมมีไว้ให้ขบ
ในสวนโมกข์มีสถานที่ที่เป็นปริศนาธรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติให้ศึกษาโดยรอบ อย่างศาลานางงาม มีโครงกระดูกแขวนไว้ 3 โครง มีข้อความที่เป็นคติเตือนใจว่า “งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย” เพื่อให้ได้เจริญมรณานุสติ พิจารณาถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สระนาฬิเกร์ สื่อสอนธรรมะชั้นโลกุตระจากเพลงกล่อมลูกของคนปักษ์ใต้ สอนว่ามีทุกข์ที่ไหน ต้องดับทุกข์ที่นั่น และที่น่าตื่นตาคือ ได้เข้าไปในโรงหนังของสวนโมกข์ หรือโรงมหรสพทางวิญญาณ ที่เก็บรวบรวมภาพศิลปะของนานาชาติไว้มากมาย รวมทั้งวีดิทัศน์ ล้วนเป็นอุปกรณ์ในการสอนธรรมะที่ทันสมัยที่ท่านพุทธทาสนำมารวบรวมไว้
ยอดเขาพุทธทอง คือโบสถ์ของสวนโมกข์ ยอดไม้คือช่อฟ้าใบระกา ใบไม้กิ่งไม้คือหลังคาโบสถ์ ต้นไม้คือผนังโบสถ์ มีเสาปักไว้ในทิศทางต่างๆ เป็นนิมิตกำหนดเป็นเขตวิสุงคามสีมา ซึ่งได้รับพระราชทานเมื่อปี 2515 เพื่อให้ใกล้เคียงกับสมัยพุทธกาล
ทางขึ้นติดกับบริเวณโบสถ์มีเสาจารึกแสดงสัจธรรมบทสุดท้าย ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้ฌาปนกิจ หรือเผาศพท่านพุทธทาส ซึ่งจัดอย่างเรียบง่ายในเดือนกันยายน 2536
ในวันที่เรามาที่นี่ ตรงกับวันวิสาขบูชา เดิมนั้นทางวัดตั้งใจจะทำพิธีเวียนเทียนกันบนนี้ แต่เนื่องจากฝนที่โปรยลงมาตลอด ทำให้ต้องย้ายไปทำพิธีกันที่โรงฉันด้านล่างแทน
(ติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า)
---------------------
(อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : 'อตัมมยตา' เพชรเม็ดสุดท้าย ในพระไตรปิฎก (2) : โดย...ปลวกหวาน <[email protected]>)



