ไลฟ์สไตล์

15 ปี กกต.บนเส้นทางประชาธิปไตย

15 ปี กกต.บนเส้นทางประชาธิปไตย

08 มิ.ย. 2556

15 ปี กกต.บนเส้นทางประชาธิปไตย : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

               หน้าที่หลักของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ ดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นนายทะเบียนทางการเมือง ให้ความรู้ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ แต่การซื้อสิทธิขายเสียงยังไม่หมดไปง่ายๆ จากประเทศไทย กกต.มุ่งให้ความรู้และปลูกจิตสำนึกแก่เด็กและเยาวชนมากขึ้น หวังว่า เด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และเคารพการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในวันหน้า

               ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เล่าว่า ได้มาปฏิบัติงานกับคณะกรรมการ กกต.ชุดแรก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2541 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดแรกได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 ภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เชื่อว่าดีที่สุด ช่วงนั้นยังไม่มีสำนักงาน มีเพียงคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน กับเจ้าหน้าที่ผู้มาช่วยปฏิบัติงานประมาณ 20 คน สิ่งที่มุ่งหวังไว้ว่า บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องช่วยกันสร้าง ต้องช่วยกันทำให้การเลือกสุจริตที่สุด การซื้อสิทธิ์ขายเสียงลดลง ซึ่ง กกต.ใช้ความพยายามในเรื่องนี้อย่างมาก แต่คงไม่หมดง่ายๆ ต้องให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญไปที่เด็กและเยาวชน เน้นปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยแก่เด็กๆ โดยเฉพาะปี 2541 แต่มาเน้นมากในปี 2550 จนถึงปัจจุบัน เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม

               "งานหลักของ กกต. 5 อย่างตามกฎหมาย ผมได้เสนอวิสัยทัศน์ในการสรรหา เสนอคณะกรรมการว่า ผมจะพัฒนาประสิทธิภาพของสำนักงานเพื่อให้สามารถรองรับการสั่งการของท่านกรรมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่า 14-15 ปีที่ผ่านมา งานบางอย่างต้องปรับปรุง เช่น ต้องปรับปรุงคนให้เข้มแข็ง มีความรู้เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ให้ขวัญกำลังใจในเรื่องสวัสดิการ แล้วมีจิตสำนึก"

               ขณะนี้จำนวนคดีความต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งลดลงประมาณ 50% จากปี 2550 ตั้งแต่มี โครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ เวลาที่ กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ถ้า 7 วันแรกไม่มีการร้องเรียนเลยก็จะประกาศผลได้เร็วขึ้น การออกใช้สิทธิ์ใช้เสียงของประชาชนก็เพิ่มขึ้น เฉพาะปี 2555 ปีเดียว ตั้งเป้าหมายไว้เฉพาะ อบต.ควรจะได้ 70% แต่ปรากฏว่า บาง อบต.มีคนมาลงคะแนนถึง 80-100% เมื่อเฉลี่ยทั้งประเทศแล้ว กล้าพูดได้ว่า ทั้งเลือกตั้ง อบต. เทศบาล รวมกันทั้งหมดแล้ว มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เฉลี่ยอย่างน้อย 70% ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกต.ภูมิใจว่า กกต.ทำได้

                ปี 2556-2557 จะทำหมู่บ้านประชาธิปไตย ที่มีตัวชี้วัดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียงต้องลดลง ซึ่งเคยทำมาแล้วหลายหมู่บ้าน แต่ไม่กล้าพูดว่า ได้ผลอย่างไร แต่ครั้งนี้ใช้หลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย และหลายๆ เรื่อง เช่น ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เรื่องการไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงในพื้นที่ มาพิจารณาร่วมกัน คิดว่าจะเริ่มที่จังหวัดละ 2 หมู่บ้านก่อน โดยเลือกจากพื้นที่เจริญแล้ว อาจจะเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลนคร และ พื้นที่ชนบท เช่น อบต. เป็นต้น

               "วันที่ 5 กันยายน 2556 นี้ จะมี อบต.ที่ครบวาระประมาณ 3,500 แห่ง กกต.จะจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน คาดว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนตุลาคม ทั้งประเทศ แต่ ณ วันนี้ คน กกต.ทำงานหนักทั้ง 7 วัน กกต.เชิญผู้สมัครมารับทราบโครงการการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ ใช้เวลาทั้งวัน เชิญผู้สมัคร ผู้ติดตาม ผู้หาเสียง มารับทราบกติกาการหาเสียงว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งกับระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น บางแห่งถ้าเป็นท้องถิ่น มีการเชิญพระภิกษุสงฆ์ หรือโต๊ะอิหม่าม มาให้ความรู้ด้วย เราพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยเห็นผล ก็หวังว่า ถ้าหากสร้างคนรุ่นใหม่มีทัศนคติและความรู้เรื่องการเลือกตั้งดีขึ้น บ้านเมืองก็น่าจะดีขึ้นด้วย"

                การพัฒนาสำนักงาน กกต. เพื่อรองรับการเปิดประตูการค้าเสรีอาเซียน เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า มีประเทศสมาชิกอาเซียนที่ไทยต้องเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลายประเทศ ซึ่งปลายปีนี้ถึงปีหน้าจะเชิญองค์กรจัดการเลือกตั้งของอาเซียนทั้งหมด รวมทั้งเครือข่ายพันธมิตร เช่น เกาหลี ออสเตรเลีย อินเดีย หรือหลายๆ ประเทศที่ช่วยเหลือประเทศไทย มาประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งระบบของการเลือกตั้ง

               "ล่าสุดกำลังประสานโครงการอาเซียน การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในส่วนของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อมาฝึกงานในระยะ 15 วัน หรือ 1 เดือน ที่สำคัญคือ กกต.จะทำเรื่องของระบบการเลือกตั้ง เพราะว่า สำนักงาน กกต.เป็นผู้รับผิดชอบการเลือกตั้ง ถ้าใครอยากรู้เรื่องการเลือกตั้งทั้งอาเซียน รวมทั้งประเทศอื่น ต้องมาศึกษาที่ กกต. ขณะนี้กำลังจัดทำคอมพิวเตอร์ระบบสัมผัส ในห้องสมุด กกต.เกี่ยวกับเรื่องอาเซียนกับการเลือกตั้งทั้งหมด ปลายปีนี้คงจะเสร็จสมบูรณ์"

                เลขาธิการ กกต.บอกว่า ในช่วงเป็นรองเลขาธิการ กกต.งานที่ทำมากสุดคือ การส่งเสริมประชาธิปไตย ซึ่ง กกต.ทำงานร่วมกับ สพฐ. และ กศน. โดยเฉพาะ สพฐ.มีคู่มือสำหรับคุณครูสอนวิชาสังคม เรื่องประชาธิปไตย แต่จริงๆ แล้วคุณครูมีกิจกรรมเขียนให้เด็ก ตั้งแต่ ป.1-ป.6 เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กแสดงออก ครูจะเป็นเพียงผู้ดูแล ส่วนนี้จะเข้ากับวิถีชีวิตประชาธิปไตยอย่างไร ทำมา 5 ปีเต็มๆ ได้ผลระดับหนึ่ง

               การนำโครงการลูกเสืออาสา กกต. เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เป็นกระบวนการฝึกเด็กให้มีระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย การเลือกตั้ง การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ให้แนวความคิดเด็กถึงวันเลือกตั้ง ที่เด็กมีหน้าที่บริการคนชรา คนพิการ ที่มาลงคะแนน ให้เด็กจดจำว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เขาได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ขณะนี้มีลูกเสือเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 50,000 กว่าคนทั่วประเทศ

                กกต.มีเป้าหมายชัดเจนในการส่งเสริมประชาธิปไตย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ต้องทำให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม และก็มีการวัดผลด้วย ที่สำคัญคนเรามักจะลืม คือ พรรคการเมือง สังเกตไหมครับ คนไทยจะรู้จักพรรคการเมืองเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง รู้จักเฉพาะชื่อ อาชีพ พรรค ก. พรรค ข. แต่ไม่รู้ว่า พรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างไร ถ้าคนที่เรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ จะรู้ว่าพรรคการเมืองคือหัวใจที่สำคัญที่สุดในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะพรรคการเมืองเป็นผู้เลือกคนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลและทำงานที่ประชาชนต้องการ แต่ระบบของไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 บทบาทอยู่กับคณะข้าราชการ ทหาร คนไทยชินกับระบบราชการมากกว่าพรรคการเมือง แม้จะมีพรรคการเมือง แต่คนก็ไม่ค่อยเข้าใจ

               ปัญหาหนึ่งที่ กกต.ยังแก้ไม่ได้ ต้องเรียกว่า เทศบาลอกแตก คือ การเลือกตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น กฎหมายเขียนว่า การแบ่งเขต จะต้องมีเขตติดต่อกัน พอมาระยะหลัง มีการยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล บางแห่งเขตไม่ติดต่อกัน เมื่อเขตไม่ติดต่อกัน กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ล่าสุด ตรวจสอบพบว่ามีประมาณ 30 แห่งทั่วประเทศ มีทุกภาค ผลคือ ครบวาระแล้วแต่จัดการเลือกตั้งไม่ได้ ปลัดเทศบาลต้องรักษาการ แต่ไม่สามารถเปิดสภาเทศบาลได้ กกต.ก็ทำเรื่องขอไปทางกระทรวงมหาดไทย ขอให้เสนอแก้กฎหมาย ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันข้างหน้า

                "เรื่องเทศบาลอกแตก เป็นกรณีที่สะเทือนใจมาก เวลาไปไหนก็จะถูกถามว่า ทำไมไม่เลือกตั้งเสียที ต้องขยายเวลา บางแห่งขยายเวลาครั้งละ 45 วัน ไปเป็น 10 ครั้งแล้ว เรื่องนี้หนักมาก อยากให้มีการแก้ไข เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านแบบชัดเจนที่สุด เช่นที่ เทศบาลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เจริญมาก พื้นที่กว้างขวาง แต่เลือกตั้งไม่ได้ น่าเห็นใจจริงๆ"

               เลขาธิการภุชงค์ บอกด้วยว่า ตลอดเวลาการทำงานมา 15 ปี โดยทำงานในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน กกต.มีภารกิจตามที่กฎหมายกำหนด การออกกฎหมายแบบให้ กกต.เป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เห็นความสำคัญของ กกต.อำนาจหน้าที่ของ กกต.ก็ยังจะสามารถดำเนินการต่อไป แต่ถ้าหากมองต่อไปว่า ถ้าเกิดสภาเห็นว่า ควรมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ก็ยังเชื่อว่า กกต.ยังมีอยู่ แต่บทบาทอาจจะลดลง ถึงวันนั้น กกต.ก็ยังทำงานได้ เพราะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องทำงานตามกฎหมาย แต่เชื่อว่า ทุกหน่วยงานยังเห็นว่า กกต.ยังเป็นประโยชน์อยู่

                "ผมอายุ 60 ปีแล้ว ผมว่าไม่เกิน 10 ปี บ้านเมืองต้องเปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนด้วยกติการะบอบประชาธิปไตยนะครับ 4 ปีถ้าไม่ดี ไม่ต้องเลือกคนเดิม ถ้าเปลี่ยนผ่านอย่างนั้นแล้ว ไม่ทะเลาะกัน เคารพกติกา เคารพระเบียบวินัย บ้านเมืองอีก 10 ปีข้างหน้าน่าจะดีขึ้น แต่ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป น่ากลัวครับ ผมหวังว่า ต่อไปนี้ถ้าบ้านเมืองดีขึ้น เด็กได้รับการเรียนรู้ ทุกคนเข้าใจกติกา บ้านเมืองอีก 10 ปี ไปได้ บางคนบอกว่า ทำไม กกต.ไปทำกับเด็กและเยาวชน ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ถ้าไม่สร้างเด็ก แล้วจะสร้างใคร เพราะหวังว่า คนรุ่นนี้เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะเป็นคนดีของชาติบ้านเมือง"

 

..............................................

(15 ปี กกต.บนเส้นทางประชาธิปไตย : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) )