
'ดร.ธงชัย'กับพันธกิจ (ใหม่)ปั้นร.ร.วิทยาศาสตร์
ดร.ธงชัย ชิวปรีชา กับพันธกิจ (ใหม่) ปั้น ร.ร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย....สินีพร มฤคพิทักษ์
"เวลาเราไปโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ภูมิใจว่ามีโรงงานที่ทันสมัยตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่พอคิดอีกที อุปกรณ์/เครื่องจักรทั้งหมดนั้นแค่ยกมาตั้งบนแผ่นดินไทย ทุกโรงงานเป็นแบบนี้ เราต้องสร้างคนให้ตระหนักว่าเราต้องทำได้เอง เราอยากเพิ่มนักวิจัยจาก 9 เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าทางปัญญาเพิ่มขึ้น"
คราวที่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวโครงการ สามประสาน กลางเดือนเมษายน 2556 โดยกล่าวว่า ปตท.กำลังจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งเป้าว่าจะเปิดการเรียนการสอนเทอมแรกในปี 2558 อีกห้าปีถัดมาต้องติดอันดับท็อปไฟว์ของประเทศ ปี 2568 ติดอันดับท็อปเท็นในภูมิภาคอาเซียน และปี 2578 ต้องเป็น 1 ใน 50 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก
ส่วนนักเรียนได้มาจาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์ระยอง (Rayong Science Academy ; RASA) โรงเรียนมัธยมปลาย ที่ ปตท.ลงทุนสร้างใหม่อีกเช่นกัน !
โดยมี ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.) เป็นผู้รับผิดชอบ มีเป้าหมายเดียวกับโรงเรียนเดิม คือส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเปิดการศึกษาภาคแรกในปี 2558
ถามว่า ปตท.ให้โจทย์อะไรบ้าง? ดร.ไพรินทร์ ตอบว่าให้กระดาษเปล่าให้อาจารย์ธงชัยออกแบบเอง มีเงื่อนไขอย่างเดียวว่า "ต้องเป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุด"
ในวัย 71 ปี ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีต ผอ.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ยังมีไฟและความฝันที่เปี่ยมล้น ที่จะพัฒนาเด็กเก่งให้ได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ บนฐานคิดที่ว่าพวกเขาคือ "สินทรัพย์" ที่มีคุณค่ายิ่งของประเทศไทย !
หากเด็กเหล่านี้เรียนจบระดับปริญญาเอก อาชีพหลังจากนั้นคือนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะได้คิดค้น วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และจดสิทธิบัตร ประเทศไทยจะได้มี "มูลค่าเพิ่ม" จากสินค้าที่เกิดจากปัญญา
ดร.ธงชัย อธิบายโดยหยิบโทรศัพท์มือถือของตนให้ดูเป็นตัวอย่างและว่าราคา 8 พันบาท ตัววัตถุดิบราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่สิ่งที่ทำให้โทรศัพท์ราคาแพงขึ้นมาคือ "ปัญญา" ที่ใส่ลงไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
"วันนี้ไทยผลิตอะไร เราพยายามชิงตำแหน่งการผลิตข้าว ถามต่อว่าชาวนาไทยเอาหยาดเหงื่อแรงงานใส่แผ่นดิน ใช้เวลาสามเดือน เปลี่ยนให้เป็นข้าวเปลือก ถามว่าหากซื้อมือถือเครื่องนี้ราคาแปดพันบาท.. นี่คือสิ่งที่ระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ได้ใส่ไปในจิตวิญญาณเด็ก เราต้องมาสร้างตรงนี้"
"นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมทุ่มเทให้เด็กนักเรียน เมื่อ ปตท.เชิญ จึงเต็มใจมา วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ถึงจุดสูงสุดของศักยภาพของเขา ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก ตอนอยู่โรงเรียนเก่า ผมแจกชื่อมหาวิทยาลัยร้อยแห่งของโลกให้เด็กทุกปี...บอกเด็กว่าถ้าเรียนปริญญาโทแล้วไม่ได้เป็นนักศึกษาในร้อยมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ไม่ต้องมาหาผู้อำนวยการ
"ทำไมสิงคโปร์จึงมีมหาวิทยาลัยติดอันดับสองแห่ง เกาหลีประเทศเท่าๆ เรา มีมหาวิทยาลัยติดอันดับโลก 4-5 แห่ง เราจะสร้างเด็กกลุ่มนี้ให้เต็มศักยภาพ ปตท.มีมหาวิทยาลัยก็อยากได้เด็กกลุ่มนี้"
ถามว่าทำโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ยังไม่พอหรือ? ดร.ธงชัย อธิบายโดยวาดกราฟประกอบว่า เด็กที่เกิดมาทุก 100 คน มี 3 คนหรือ 3 เปอร์เซ็นต์เป็นเด็กมีศักยภาพทางทางวิทย์ คณิต คือคิดได้เร็วและลึกซึ้งกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เด็กสามเปอร์เซ็นต์นี้คือกลุ่มเป้าหมาย และต้องหาทางส่งเสริมทางการศึกษาเนื่องจาก
1) ถ้าดูแลเหมือนเด็กกลุ่มกลางๆ เด็กกลุ่มสามเปอร์เซ็นต์จะเสียโอกาส ถ้าสอนยากไปเด็กกลุ่มกลาง-ไม่รู้เรื่อง คือเด็กทุกคนควรมีสิทธิ์พื้นฐานได้รับการพัฒนาจากรัฐเต็มศักยภาพด้านนั้นๆ 2) เด็กกลุ่มนี้มีศักยภาพสูง หากได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และใส่อุดมการณ์เข้าไป เด็กจะเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่ามหาศาล
"ผมเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพเรียนถึงปริญญาเอก ด้านคณิต วิทย์ หรือเทคโนโลยี ถ้าเราส่งเสริมให้เขาจบจบปริญญาเอก อาชีพหลังปริญญาเอกคือทำค้นคว้า วิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ ณ วันนี้เรามีคนจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีนักวิจัยน้อยเหลือเกิน"
ตัวเลขที่มีอยู่คือทุกประชากร 1 หมื่นคน เรามี 9 คน จากการวิจัยพบว่าหากต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศควรมีนักวิจัย 30 คนในประชากร 1 หมื่นคน
ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตบัณฑิตปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร ประมาณ 500 คนต่อปี ขณะที่ญี่ปุ่นมีนักวิจัย 8 แสนคน เกาหลีเกือบ 2 แสนคน ไทยมีประมาณ 4 หมื่นคน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องซื้อสินค้าแบรนด์ซัมซุง ฮุนได
"ผมเคยถามเด็กบ่อยๆ ว่า รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่ออะไรบ้าง เด็กก็เอ่ยชื่อชาวต่างชาติ ถามต่อว่าเมื่อไรจะมีทฤษฎีของสมศักดิ์บ้าง คือพยายามชี้ให้เด็กเห็นว่า เมื่อไรเราคิดอะไรได้เองบ้าง เวลาเราไปโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ภูมิใจว่ามีโรงงานที่ทันสมัยตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่พอคิดอีกที อุปกรณ์/เครื่องจักรทั้งหมดนั้นแค่ยกมาตั้งบนแผ่นดินไทย ทุกโรงงานเป็นแบบนี้ เราต้องสร้างคนให้ตระหนักว่าเราต้องทำได้เอง เราอยากเพิ่มนักวิจัยจาก 9 เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าทางปัญญาเพิ่มขึ้น" และว่า
กำลังคิดว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ระยอง จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการเรียนการสอน นั่นหมายความว่าครูผู้สอนต้องเก่งและภาษาอังกฤษต้องดีด้วย ตรงนี้ต้องพิจารณาค่าตอบแทนให้เหมาะสม
ภาพคร่าวๆ คือ ตำรา สื่อทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ครูอธิบายเริ่มต้นเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนข้อสอบกำลังไต่ตรองว่าควรเป็นภาษาอังกฤษด้วยหรือไม่ แต่ในการสอบเข้าโรงเรียน ยังใช้ภาษาไทย
เหตุผลคือหากข้อสอบคัดเลือกนักเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะได้แต่ลูกคนมีเงินเข้ามา
"ผมเสนอว่าเราจำเป็นต้องคัดเลือกเด็กล่วงหน้า ตั้งแต่ ม.2 ก็มีเวลาหนึ่งถึงสองปี ทุกซัมเมอร์จะเทรนภาษาอังกฤษให้ สมมุติเรารับเด็กได้ 70 คน คัดรอบแรกจาก 300 คน ทุกปิดเทอมช่วงสองปีก่อนหน้า ให้เด็กเข้าค่ายเทรนภาษาอังกฤษ สำคัญสุดพอเด็กจบ ม.6 เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ให้เข้าคอร์สติวเข้มภาษาอังกฤษ
"เคยขอว่าระหว่างเรียนกับเรา 3 ปี ส่งเด็กไปเทคคอร์สต่างประเทศ สักคอร์สได้ไหม ทำอย่างนี้ได้เด็กจะเก่งภาษาอังกฤษด้วย ส่วนการทำเด็กเราสู้เด็กสิงคโปร์ได้อยู่แล้ว"
ดร.ธงชัย ย้ำว่าในการก่อตั้งโรงเรียนจะมีข้อบังคับเขียนไว้เลยว่าไม่รับเด็กฝากโดยเด็ดขาด ! ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีสำหรับตนและผู้บริหาร ปตท. ที่ไม่ต้องลำบากใจในกรณีที่มี "คุณขอมา" และว่า ปตท.ไม่ได้มีข้อกำหนดมากมาย แต่อยากมีโรงเรียนคล้ายๆ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งตรงนี้เป็นความใฝ่ฝันของตนอยู่แล้ว เมื่อคราวที่เริ่มทำโรงเรียนเดิม ก็ขอเริ่มต้นจากศูนย์ แต่จังหวะไม่ดีเป็นช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงต้องเทคโอเวอร์โรงเรียนเดิมและปรับจากสิ่งที่มีอยู่
เป้าหมายคือ ต้องเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ซึ่งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก็ได้รับการยอมรับแล้วเช่นกัน (ระดับโรงเรียนไม่มีการจัดอันดับเหมือนมหาวิทยาลัย)
"การที่เราจะอยู่ในกลุ่มเดียวกับเขา เวลาเขามีกิจกรรมเชิญเราไปร่วมกิจกรรม เด็กสามารถทำร่วมกับเขาได้ หากแข่งขันได้รางวัลบ้าง เมื่อเราทำอย่างนี้แล้วจะเชิญเราประจำ แต่ถ้าเด็กเราคนละระดับกับเขา เขาไม่เชิญเราอีก ณ วันนี้มหิดลวิทยานุสรณ์ไปแล้ว ในความเห็นผมล้ำหน้าโรงเรียนในต่างประเทศหลายแห่งด้วยซ้ำ"
แม้จะมีผลงานจากโรงเรียนเก่าเป็นทุนเดิม มีใจทุ่มเทให้เกินร้อย งบประมาณและปัจจัยด้านอื่นๆ ปตท.ให้การสนับสนุนเต็มที่ ซึ่ง ดร.ธงชัย กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะว่า ปตท.ซัพพอร์ทดีมาก ยังพูดเล่นๆ ว่าเวลาขออะไรให้ขัดบ้างนะ หากให้หมด เผื่อทำไม่สำเร็จ ไม่มีอะไรเป็นข้อแก้ตัวเลย
เมื่องบประมาณไม่ใช่ปัญหา ทั้งยังได้ไฟเขียวจาก ปตท.ให้ทำได้เต็มที่ ฟังดูเหมือนทุกอย่างผ่านฉลุย แต่ในขั้นปฏิบัติจริงยังมีรายละเอียดระหว่างทางอีกมาก
"ปตท.ให้ทุกอย่างก็กดดันแล้ว จะได้ครูมาจากไหน กระบวนการคัดนักเรียน เรายังโนเนม ถ้าปีแรกไม่ได้เด็กกลุ่ม 3 เปอร์เซ็นต์มาเรียน และไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างที่เป็น คนจะพูดปากต่อปาก..สิ่งที่เบาใจคือ แบรนด์ ปตท. ทีมงานที่มาช่วยกันสิบกว่าคน มีความน่าเชื่อพอสมควร"
ประการต่อมา ระยองไม่เหมือนกรุงเทพฯ ผู้ปกครองจะให้ลูกไปอยู่ประจำที่ระยองไหม เมื่อต้องเริ่มต้นจากศูนย์ จึงยังไม่มีอะไรให้ดู ผู้ปกครองจะเชื่อได้อย่างไร ดังนั้น ในการคัดเลือกเด็กนักเรียนจึงใช้วิธี แอ็กทีฟ รีครูตเมนท์ ต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ว่า สิ่งตอบแทนที่โรงเรียนให้แก่เด็กไม่ใช่เงิน แต่เป็นการให้เกียรติ เห็นความสำคัญของเขา
"เราเห็นว่าเด็กเป็นทรัพย์สินของประเทศ และอยากช่วยพัฒนาลูกหลานของท่านให้เต็มศักยภาพ"
เด็กที่สอบผ่านในช่วงห้าปีแรก (ห้ารุ่นแรก) ได้เรียนฟรี อยู่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนรุ่นที่หกคงต้องทบทวนอีกครั้ง
กล่าวโดยสรุป โรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำ ใช้โครงสร้างหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีกิจกรรมและรายวิชาให้เลือกจำนวนมาก ตามความต้องการและความถนัดของนักเรียน การเรียนการสอนและสื่อเป็นภาษาอังกฤษ มีครู 1 คน ต่อนักเรียน 18 คนต่อห้อง เน้นการเรียนการสอนรายบุคคล นักเรียนจะได้รับมอบหมายงานตามศักยภาพของตน
เรื่องที่ต้องย้ำมากๆ คือระหว่างการศึกษาในโรงเรียนตลอดสามปี เด็กจะได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์และจริยธรรม ซึ่ง ดร.ธงชัยให้ความสำคัญมาก
"ผมพูดเสมอว่าเราต้องสร้างคนดีและคนเก่งให้ได้ เคยพูดกับเด็กว่าถ้ามีคนถามระหว่างคนดีและเก่ง ผอ.เลือกใคร ผมจะตอบว่าไม่เลือกเลย ถ้าบังคับขู่เข็ญกันผมเลือกคนดี คนเก่งซึ่งไม่ใช่คนดีเป็นอันตรายต่อสังคม ผมจะปลูกฝังอุดมการณ์ตลอดสามปีที่อยู่กับเรา ย้ำเสมอว่าเพื่อตอบแทนบ้านเมือง แม้ทุนที่ใช้จะเป็นเงิน ปตท. แต่ก็เป็นเงินภาษีอากร ถ้าเราไม่ทำ อะไรจะเกิดขึ้น ดังจะเห็นว่าสินค้าที่เราบริโภคในปัจจุบัน เป็นแบรนด์ต่างชาติทั้งนั้น ผมเคยให้เด็กทำกิจกรรมโดยยืนหน้าโรงเรียนสองชั่วโมง บันทึกว่ารถยนต์ที่ผ่านหน้าโรงเรียนมีอะไรบ้าง เพื่อถามประโยคสุดท้ายว่าไม่มียี่ห้อของไทยเลย คิดว่าต้องยืนอย่างน้อยอีกสักกี่ปีถึงจะได้เห็น เมื่อไรจะมีแบรนด์ของไทยเอง นี่คือวิธีสอน"
เมื่อถึงวัย 71 ปี คนส่วนใหญ่อาจพักผ่อน อยู่กับครอบครัว แต่ ดร.ธงชัย ยังเลือกที่จะทำงานตรงนี้ โดยบอกว่าประโยชน์ส่วนตัวคือมีความสุข ได้ทำในสิ่งที่รัก มีความสุขในการทำงาน
"ผมใช้เวลา 50 ปีได้สั่งสมประสบการณ์และได้มองเห็น ตอนนี้พยายามถ่ายทอด นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมโตมาได้ทุกวันนี้ โดยเงินภาษีอากรประชาชน จบ ม.6 เทียบเท่า ม.3 ปัจจุบัน ได้เรียนต่อด้วยทุนทั้งนั้น ถ้าไม่มีทุนให้เรียน ก็ไม่ได้นั่งตรงนี้ ดังนั้น อะไรที่เราจะทำเพื่อตอบแทนแผ่นดินบ้าง ยังมีความสามารถอยู่ ก็ยินดี ฐานะไม่ได้ร่ำรวย หากไม่ทำอะไรอยู่ได้อย่างพอเพียง"
อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว อยากส่งลูกหลานไปเรียนบ้างหรือยัง ?
.......................................................
(ดร.ธงชัย ชิวปรีชา กับพันธกิจ (ใหม่) ปั้น ร.ร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย....สินีพร มฤคพิทักษ์)



