ไลฟ์สไตล์

กก.สิทธิ์จี้'เวิร์คพอยท์ฯ'ขอโทษสังคม

กก.สิทธิ์จี้'เวิร์คพอยท์ฯ'ขอโทษสังคม

07 มิ.ย. 2556

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขอให้ 'เวิร์คพอยท์' ขอโทษสังคม แสดงความรับผิดชอบ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีและยกระดับคุณค่าของสื่อไทย

               7 มิ.ย.56 จากกรณีที่ทางบริษัท เวิร์คพอย เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ผู้ผลิตรายการ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ซึ่งดำเนินการมาถึงซีซั่น 3 ได้ทำการออกอากาศเทปแรกเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยนำเทปของ นายสิทธัตถะ เอมเมอรัล ที่มาร่วมแข่งขันออกอากาศและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยผู้ชมส่วนใหญ่มองว่า นายสิทธัตถะ อาจเข้าข่ายบุคคลพิเศษ ซึ่งการนำมาออกรายการแล้วปล่อยให้ผู้ชมในห้องส่งโห่ร้อง ขณะที่พิธีกรและคณะกรรมการแสดงอาการที่ไม่ดีใส่ ถือว่ามีความไม่เหมาะสม โดย ล่าสุดฝ่ายวิจัย ร่วมกับศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาสาธารณะ เรื่อง “รายการทีวีกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

               ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการนำเทปเสนอรายการ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ที่นำเอานายสิทธัตถะ เอมเมอรัล ผู้ร่วมแข่งขันมาออกอากาศ ซึ่งผู้ผลิตรายการรู้อยู่แล้วว่าการนำเสนอครั้งนี้จะเป็นการเรียกเรตติ้งของรายการ ซึ่งตนในฐานะตัวแทนของสถาบันที่ผลิตบุคลากรออกไปทำงานด้านสื่อสารมวลชน มองว่ากรณีดังกล่าว ควรมีการพูดคุยหาทางออกรวมกัน เพราะไม่ใช่แค่การทำงานของสื่อ แต่การกระทำของสื่อจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคม จึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป ดังนั้น เวทีวิพากษ์การทำหน้าที่ของสื่อ จะอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

               นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สื่อมวลชนในยุคโลกาภิวัตน์ มุ่งเน้นเรื่องของการแข่งขัน เรื่องของการชิงดีชิงเด่น และมีต้องการในเรื่องของค่าตอบแทนเป็นตัวตั้ง ดังนั้น การทำงานสื่อนอกจากจะอยู่ในยุคที่มีการแข่งขัน ก็ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ 1. มีความรอบรู้ 2. ต้องรู้เท่าทัน เพราะถ้าสื่อไม่รู้เท่าทัน สื่อก็จะกลายเป็นยาพิษต่อสังคม และหากสื่อไม่มีความรอบรู้ก็จะกลายเป็นสื่อที่โง่เขลาเบาปัญญา คือไม่รู้อะไรแล้วยังมาทำ เช่นในวิชาชีพแพทย์ นอกจากจะเป็นแพทย์รักษาคน ยังต้องรู้จักเป็นคนด้วย คือต้องเห็นคนเป็นคน ดังนั้นในทุกวิชาชีพต้องมีความเป็นคน สื่อเองก็ต้องเห็นคนเป็นคน ซึ่งในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ และต้องมี

                “ไม่ว่าผู้ร่วมรายการจะเป็นคนปกติ หรือพิการ ก็ต้องเห็นว่าเขาเป็นคน แม้ว่าผู้บริหารของรายการนั้นจะออกมาบอกว่า ผู้ร่วมรายการเป็นคนปกติ แต่คุณก็สร้างการแสดงโชว์ที่สะท้อนว่า ความผิดปกติสามารถสร้างสิ่งที่แย่ที่สุด เลยที่สุดได้ เพื่อขายความมันส์ คิดแค่นี้ก็ผิดแล้ว หรือแม้แต่คิดว่าการเป็นตลกถูกตบหัวได้ หรือการเป็นคนอีสานต้องเป็นคนใช้ อย่างนี่เรียกว่าการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 จึงได้ระบุไว้ชัดว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พึงมีไว้เป็นบรรทัดฐาน จะทำอะไรต้องเสนอภาค เท่าเทียมกัน ดังนั้น จะบอกว่า การเอาคนปกติมาแสดงในสิ่งที่แย่ที่สุด กรรมการก็ด่าถึงพ่อ แม่ สั่งสอนหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกรรมการอีกคนทำท่าทาง รับไม่ได้ เดินออกจากห้อง ทั้งหมดนี้คือ ดราม่า ที่ทำให้เห็นประกอบว่าเป็นการกระทำที่ล้ำกว่าความเป็นคนไปแล้ว” นพ.นิรันดร์ กล่าว

               นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า เมื่อกระแสออกมาเช่นนี้ เราอาจจะไม่ต้องพิสูจน์ก็ได้ว่าผู้เข้าร่วมแสดงมีความปกติ หรือไม่ปกติของร่างกาย แต่ผู้บริหารของทางสถานีโทรทัศน์ ผู้บริหารรายการ เจ้าของผู้ผลิตรายการต้องมีสำนึกถึงคุณธรรมและจริยธรรม โดยต้องออกมาขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งตนมองว่าการขอโทษไม่ใช่สิ่งน่าอาย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความรับผิดชอบ ซึ่งคนเป็นสื่อต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นการยกเกียรติของคนทำงานสื่อให้สูงขึ้นด้วย แต่ถ้ายังเฉย ไม่ขอโทษคุณธรรมและจริยธรรมของสื่อก็จะต่ำลงทันที

                “ขอเสนอว่าการออกมากล่าวคำขอโทษ จะมีผลทำให้รู้สึกว่า สื่อในประเทศไทยยกระดับขึ้น ซึ่งปัจจุบันจากการตรวจสอบการออกอากาศของสื่อ พบว่า สื่อส่วนใหญ่ไม่มีการปิดหน้า เด็กและสตรี ที่ตกเป็นผู้เสียหายหลายช่อง แสดงให้เห็นว่า สื่อไทยสอบตกเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้น ในองค์กรของสื่อแต่ลงองค์กร ควรมีการประมวลจริยธรรมของตัวเองด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้มีเพียง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่มีการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์กร ดังนั้น ช่องต่างๆ ก็ควรจะมีเช่นกัน หากสื่อไม่คำนึงและไม่ให้ความสำคัญในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมก็จะกลายเป็นสื่อที่ไร้ค่า หรือกลายเป็นขยะของสื่อ” นพ.นิรันดร์ กล่าว

               ด้านนายวัชระ แวววุฒินันท์ กรรมการสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดียว จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ผลิตสื่อคิดว่าการแก้ปัญหาเรื่องของจริยธรรมสื่อ ก็ต้องกลับมาแก้ที่ต้นต่อของปัญหา คือผู้ที่ผลิตสื่อเอง เพราะหากสื่อผลิตแต่สิ่งที่ดี สังคมก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดี แต่ปัจจุบันผู้ผลิตสื่อในยุคหลังๆ อยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโซเชียลมีเดีย หรือการแข่งขันกัน ดังนั้น การที่สื่อจะใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองผลงานแต่ละเรื่อง ก็น้อยลง ความใส่ใจในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมก็จะน้อยลง แม้แต่การกำกับดูแลของทางสถานีก็มีไม่ทั่วถึง

                “แม้ว่าธุรกิจโทรทัศน์มีการแข่งขันในเชิงพาณิชย์มากกว่าในอดีต ผมมองว่า การแข่งขันก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อจะผลิตรายการที่ไม่ดีออกมาให้คนดูได้ดู แต่ด้วยความเร่งรีบ ทำให้สื่อในปัจจุบันทำงานฉาบฉวยมากยิ่งขึ้น และสื่อก็ยังขาดความรอบรู้ ดังนั้น ทำอย่างไร สื่อถึงจะมีการผลิตงานที่ช้าลง มีความละเมียดละมัยกับงานนั้นๆ ให้มากขึ้น เพื่อที่จะดูว่าเรื่องที่กำลังนำเสนอนั้น ไปสร้างความรู้สึกที่ไม่ดี หรือไปสร้างทัศนคติใหม่ที่ไม่ดีให้สังคมหรือไม่” นายวัชระ กล่าว

               นายวัชระ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพสื่อฯ ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาแก้ปัญหาวิกฤติสื่อ ซึ่งหลังจากนี้ตนจะนำเรื่องนี้มาหารือร่วมกับคณะกรรมการในวันอังคารที่ 11 มิถุนายนนี้ เพื่อที่จะเปิดรับเรื่องร้องเรียนทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน โดยประชาชนร้องเรียนมาได้เลย เพื่อที่จะได้นำไปแก้ปัญหา ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการนำเสนอเนื้อหาของสื่อ ขาดความคำนึงถึงเรื่องของความเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นเพราะการคาดไม่ถึง หรือไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ก็ตาม แต่ต่อไปในฐานะที่เป็นทั้งผู้ผลิตสื่อ และเป็นทั้งผู้ที่คอยควบคุมกำกับกันเองก็จะเน้นในเรื่องของเนื้อหาให้เคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น

               นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) กล่าวว่า ในเรื่องของความเหมาะสม ด้านคุณธรรมหรือจริยธรรม ไม่มีกฎหมายใดจะเอาผิด ผู้ที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เรื่องนี้เป็นพื้นฐานของการมีกฎหมาย ดังนั้น กรณีของรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ตนมองว่า เป็นรายการที่มีการบันทึกเทปรายการ ที่สามารถกลับมาตัดต่อ ก่อนจะเผยแพร่ออกอากาศสามารถพิจารณาได้ว่าเทปของนายสิทธัตถะมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ก็นำมาออกอากาศ เพราะคิดเพียงว่าเป็นการเรียกเรตติ้ง

               “ผมมองว่า แม้ว่านายสิทธัตถะจะมีความพิเศษ หรือมีความต้องการมากกว่าผู้อื่นหรือไม่ คนกลุ่มนี้ก็ต้องการโอกาสและพื้นที่ให้เขาได้แสดงออก แม้ว่าทางรายการจะให้เขามาแสดงแล้วก็ตาม แต่การกระทำของกรรมการทั้ง 3 ท่าน และคนดูที่โห่ร้อง ถูกนำมาออกอากาศถือเป็นการตัดโอกาสของกลุ่มเด็กพิเศษ หรือผู้มีความผิดปกติ ให้สังคมได้รับทราบคนกลุ่มนี้ จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก ที่ผู้ผลิตสื่อไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย และเมื่อสังคมหรือผู้ชมได้ติดตาม ก็จะมองว่าเด็กออทิซึม ไม่มีโอกาสที่จะมีพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงออก” นายชูศักดิ์ กล่าว

               พญ.สุวิมล ชีวมงคล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กล่าวว่า ในฐานะที่ติดตามการนำเสนอของสื่อตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันพบว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่รูปแบบของรายการ และภาษาที่สื่อนำมาใช้ อย่างกรณีของนายสิทธัตถะ ที่ทางรายการดังกล่าวได้นำมาออกอากาศนั้น ตนไม่แน่ใจว่าเขามีภาวะออทิซึมหรือเป็นเด็กพิเศษประเภทใด แต่คนปกติซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตรายการ พิธีกร และกรรมการ ที่ตัดสินกลับใช้ถ้อยคำที่เป็นการดูถูกเหยียดหยาม ในขณะที่ผู้ชมก็โห่ร้อง เป็นการกระทำที่ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่

               “เด็กกลุ่มนี้ต้องการพื้นที่แสดงออก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เราควรให้โอกาส และสามารถสื่อสารสร้างความรู้สึกที่ดีกับเขาได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ แล้วทำให้เขาเดินลงเวทีอย่างมีความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ชนะการแสดงก็ตาม แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนปกติต้องเข้าใจ โดยเฉพาะสื่อ หรือผู้ที่จะทำหน้าที่พิธีกร ที่จะต้องชัดเจนในการสื่อสาร ไม่ควรแสดงกิริยาที่ ทำให้สังคมไปตีความว่าเวทีนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับคนไม่มีความสามารถ” พญ.สุวิมล กล่าว