ไลฟ์สไตล์

ยุทธการเอาชนะโรคกุ้งตายด่วน

ยุทธการเอาชนะโรคกุ้งตายด่วน

10 มิ.ย. 2556

ยุทธการเอาชนะโรคอีเอ็มเอส ความหวังใหม่ของชาวนากุ้ง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน

 

                         แม้หลายประเทศที่ประสบปัญหาการระบาดของโรคอีเอ็มเอส (Early mortality syndrome : EMS) หรือ “โรคกุ้งตายด่วน” ในกุ้งขาวแวนนาไม ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้โดยสิ้นเชิง และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นชัด แต่สำหรับประเทศไทยที่พบกุ้งมีอาการคล้ายโรคตายด่วนในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ คือกุ้งปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินช่วง 10-30 วันแรกมีอาการตับอักเสบอย่างเฉียบพลัน มีอัตราการตายสูงถึง 100% ในช่วงเวลาเพียง 2-3 วันมาตั้งแต่ช่วงปี 2555 นั้น ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง

                         หลังจากที่กรมประมงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้การแนะนำเกษตรกรทั้งที่เลี้ยงกุ้งในบ่อ และผู้ประกอบการผลิตลูกกุ้ง ตามแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง รวมทั้งการควบคุมป้องกันโรคระบาดของกุ้งทะเลและแนวทางการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคตายด่วนในกุ้งทะเลจากต้นน้ำ (โรงเพาะฟัก) โรงพ่อแม่พันธุ์ และมาตรฐานคุณภาพลูกกุ้ง โดยเน้นความสะอาดของบ่อด้วยการฆ่าเชื้อ และล้างบ่อให้สะอาด หรือคลีนนิ่งอย่างต่อเนื่อง

                         ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา กรมประมงได้ส่งเจ้าหน้าที่อีก 10 ชุด เพื่อไปประเมินว่า ตามที่แนะนำการเลี้ยงกุ้งอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันปัญหาโรคกุ้งตายด่วนมีผลเป็นอย่างไร โดยชุดของ ดร.วิมล จันทรโรทัย  อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วย ดร.พุทธ ส่องแสงจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และคณะลงพื้นที่ จ.ระยอง ที่ "ตะวันออกฟาร์ม" เป็นฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง ตั้งอยู่ที่ ต.พังราด อ.แกลง และจากนั้นไปที่ "ทะเลทองฟาร์ม" ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ ที่ ต.ช้างข้าม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ซึ่ง ดร.วิมล ยอมรับว่า การผลิตลูกกุ้งของภาคเอกชนและของเกษตรกรที่ไปตรวจสอบมา พบว่าทั้งสองฟาร์มได้นำกรรมวิธีการเลี้ยงกุ้งอย่างถูกวิธีของกรมประมงไปผสมผสานกับประสบการณ์ที่มีจนสามารถเอาชนะโรคกุ้งตายด่วนได้ระระดับหนึ่ง

                         จากการฟังข้อมูลจากผู้ประกอบการผลิตลูกกุ้ง ทราบว่า ลูกกุ้งที่ปล่อยลงในบ่อมีอัตรรอดกว่า 80% อย่างที่ทะเลทองฟาร์ม มีอัตรารอดเกือบ 100% สอดคล้องกับตัวเลขของกรมประมงที่พบว่าช่วงต้นปี 2556 สินค้ากุ้งหายไปจากระบบกว่า 30% คือมีการเลี้ยงกุ้งทั่วประเทศเดือนละราว 2,000 ล้านตัวต่อเดือนนั้น ได้เพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 3,000 ล้านตัว พอเดือนมีนาคมและเมษายน เพิ่มเป็น 4,300 ล้านตัว และ 4,500 ตัวในเดือนพฤษภาคม จากตัวเลขปกติที่เลี้ยงอยู่ 5,000 ตัว คาดไตรมาส 3 จะมีอัตราเพิ่มขึ้นจนเกือบสู่สภาพปกติ

                         "กุ้งที่หายไปจากระบบตลาด 30% ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเกิดมาจากโรคกุ้งตายด่วนระบาด อีกส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรที่ไม่มั่นใจกับสถานการณ์ จึงชะลอการเลี้ยงก่อน และอีกส่วหนึ่งเกิดมาจากเกษตรกรรีบจับกุ้งที่มีขนาดไม่เต็มที่ พอกุ้งมีขนาด 50-55 ตัวต่อ 1 กก.ก็จับขายก่อน เพราะกุ้งราคาดี และลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วย จึงทำให้น้ำหนักรวมในท้องตลาดหายไป แต่ตอนนี้ปริมาณกุ้งจะเพิ่มขึ้น เพราะมีผู้ผลิตลูกกุ้งคุณภาพและมีอัตรารอดสูง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความมั่นใจมากขึ้น" อธิบดีกรมประมง กล่าว

                         ด้าน นายวีระพงษ์ ลาภสาร รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ทะเลทองฟาร์ม มีเนื้อที่เลี้ยงกุ้งทั้งหมด 40 ไร่ ปลายปีที่ผ่านมาก็ประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วนเช่นกัน หลังจากที่ได้แนวคิดที่กรมประมงแนะนำสำหรับโรงเพาะฟัก โรงพ่อแม่พันธุ์ และมาตรฐานคุณภาพลูกกุ้ง โดยเน้นความสะอาดของบ่อด้วยการฆ่าเชื้อ และล้างบ่อให้สะอาด ซีพีเอฟจึงนำไปปฏิบัติ เบื้องต้นทำบิ๊กคลีนนิ่ง คือทำความสะอาดครั้งใหญ่ จากนั้นจึงเริ่มฟักไข่คุณภาพหรือนอเพลียส แล้วมาอนุบาลในบ่ออนุบาลที่ใช้อัตราน้ำ 1 ลิตรต่อลูกกุ้ง 1 ตัว ใช้เวลาอนุบาลลูกกุ้ง 30 วัน น้ำหนักตัว 1.2 กรัม จึงปล่อยลงบ่อเลี้ยงในอัตรา 1 แสนตัวต่อบ่อขนาด 1 ไร่ เลี้ยงอีก 50 วันจะได้กุ้งขนาด 40-50 ตัวต่อกก. หลังจากปล่อยลงบ่อเลี้ยงรุ่นแรกพบว่าบางบ่อมีอัตรารอดเกือบ 100% ปัจจุบันกำลังผลิตลุกกุ้งรุ่นที่สอง

                         สอดคล้องกับ ส.น.ทิวาพร บรรจง เจ้าของ "ตะวันออกฟาร์ม" ที่ให้เหตุผลว่า กุ้งที่เกิดโรคระบาดเกิดจาก 3 ปัจจัยคือ สิ่งแวดล้อมของบ่อไม่ดี ติดเชื้อแบคทีเรีย และลูกกุ้งอ่อนแอ ด้วยเหตุนี้จึงลาออกจากอาชีพราชการในตำแหน่งนักวิชาการประมงของกรมประมง มาลงทุน 1 ล้าน ทำโรงเรือนฟักนอเพลียส หรือไข่กุ้ง และบ่ออนุบาลในพื้นที่ 1 ไร่กับ 2 งาน ที่ ต.พังราด อ.แกลง จ.ระยอง เพื่อผลิตลูกกุ้งที่มีคุณภาพป้อนให้ญาติพี่น้องที่เลี้ยงกุ้ง และเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจำนวน 50 ล้านตัว จากติดตามพบว่าลูกกุ้งที่นำไปเลี้ยงมีอัตรารอดกว่า 80% ปัจจุบันตะวันออกฟาร์มสามารถผลิตลูกกุ้งได้เดือนละ 20 ล้านตัว ขายลูกกุ้งอายุ 18 วันในราคาตัวละ 11 สตางค์ เกษตกรนำไปปล่อยเลี้ยงอีก 90 วันจะได้กุ้งขนาด 50-55 ตัวต่อกก.

                         "ช่วงที่เป็นนักวิชาการประมง เคยเลี้ยงกุ้งมาก่อนที่ จ.สงขลา และประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วน จึงใช้ประสบการณ์ผสมกับหลักวิชาการ เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ จึงมั่นใจว่าเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมไม่ดี บ่อไม่สะอาด มีเชื้อแบคทีเรีย ลูกกุ้งอ่อนแอ ฉะนั้นฟาร์มของเราจะเน้นการควบคุมของไข่กุ้งตั้งแต่ระยะแรกจนฟักออกตัวให้มีคุณภาพ ควบคุมน้ำที่ใช้ ควบคุมอาหารตั้งแต่ระยะแรก จนอายุ 18 วัน ควบคุมเชื้อแบคทีเรียในบ่ออนุบาล และควบคุมความหนาแน่นของลูกกุ้ง ทำให้ลูกกุ้งที่ออกจากฟาร์มปลอดจากโรคตายด่วนได้" เจ้าของตะวันออกฟาร์ม กล่าวอย่างมั่นใจ

                         ตะวันออกฟาร์ม และทะเลทองฟาร์ม ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ผลิตลูกกุ้งคุณภาพที่เป็นความหวังของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่กำลังประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วนในขณะนี้

 

 

--------------------

(ยุทธการเอาชนะโรคอีเอ็มเอส ความหวังใหม่ของชาวนากุ้ง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)